9 มกราคม 2026 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกล่าวสุนทรพจน์ต่อคณะทูตที่นครรัฐวาติกัน โดยส่งสัญญาณเตือนว่า ยุคแห่ง สันติภาพกำลังจะสิ้นสุดลง โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงวิจารณ์ว่าการทูตที่เน้นการเจรจากำลังถูกแทนที่ด้วยการทูตที่ใช้กำลังและการกดดัน โดยทรงเน้นย้ำความสำคัญของสหประชาชาติเหนือองค์กรเฉพาะกิจอื่นๆ22 มกราคม 2026 ระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกหรือ World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในกฎบัตรคณะกรรมการสันติภาพหรือ Charter of the Board of Peace เพื่อจัดตั้งองค์กรนี้อย่างเป็นทางการ ทรัมป์ท้าทายสหประชาชาติตรงตามที่โป๊ปเคยเตือนไว้คณะกรรมการสันติภาพประกอบด้วยสมาชิกก่อตั้งและประเทศร่วมลงนามในกฎบัตรฯรวม 12 ประเทศคือ สหรัฐฯ อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โมร็อกโก ซาอุดีอาระเบีย อาร์เจนตินา ฮังการี เอลซัลวาดอร์ อินเดีย อิตาลี และฟิลิปปินส์คณะกรรมการสันติภาพมีสถานะเป็นอำนาจอิสระ อยู่นอกเหนือระบบสหประชาชาติ เน้นความร่วมมือโดยประเทศสมาชิกต้องมีส่วนร่วมในงบประมาณเพื่อภารกิจสันติภาพ และผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดคือทรัมป์ ในฐานะประธานหน้าที่ขององค์กรนี้คือ 1.การเข้าจัดการและฟื้นฟูฉนวนกาซาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่ 2.กดดันและควบคุมพฤติกรรมของอิหร่านผ่านความร่วมมือของพันธมิตรในบอร์ด และ 3.เข้าจัดการเพื่อรับรองว่าพื้นที่ขัดแย้งจะไม่กระทบต่อการผลิตและขนส่งพลังงานโลก18-19 กุมภาพันธ์ 2026 นครรัฐวาติกัน โดยคาร์ดินัล ปีเอโต ปาโรลิน เลขาธิการแห่งรัฐวาติกัน ปฏิเสธการเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการสันติภาพอย่างเป็นทางการ โดยบอกว่า องค์กรนี้ขาดความชอบธรรมและมีลักษณะเหมือนโครงสร้างการบริหารแบบอาณานิคม ที่เน้นอำนาจการควบคุมส่วนบุคคลมากกว่าหลักเกณฑ์สากลทรัมป์มักจะอ้างคำทางศาสนาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองมาโดยตลอด 28 กุมภาพันธ์ 2026 ทรัมป์ประกาศสงครามกับอิหร่านโดยอ้างถึงความดีและความชั่ว (Good vs. Evil) โดยเปรียบสหรัฐฯเป็นดินแดนที่พระเจ้าเลือก และบอกว่าการปกครองของอิหร่านคือศัตรูของพระเจ้า เพื่อสร้างความชอบธรรมในการโจมตีอิหร่าน29 มีนาคม 2026 โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงเทศนาที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ว่า “พระเจ้าไม่รับฟังคำอธิษฐานของผู้ที่ก่อสงครามหรืออ้างชื่อพระเจ้ามาสร้างความรุนแรง” และตรัสว่ามือของผู้นำเหล่านั้น ‘เปื้อนเลือด’ ซึ่งเป็นการพุ่งเป้าไปที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์โดยตรง31 มีนาคม-1 เมษายน 2026 โป๊ปเลโอที่ 14 ประทานสัมภาษณ์ขณะเดินทางออกจากกัสเตล กานดอลโฟ บ้านพักตากอากาศของโป๊ป เรื่องการสร้างอำนาจนำของสหรัฐฯหรือ Pax Americana ทรงเตือนสติว่าสันติภาพที่แท้จริงต้องมาจากเมตตาธรรมไม่ใช่การบังคับด้วยกำลัง และทรงตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของผู้ที่บอกว่ารักชีวิต แต่กลับสนับสนุนความรุนแรงในสงครามและต่อผู้อพยพ12 เมษายน 2026 ทรัมป์โพสต์ตอบโต้ผ่านทรูธโซเชียลของแก โดยโจมตีว่า โป๊ปอ่อนแอและแย่มากในเรื่องต่างประเทศ แถมยังกล่าวหาว่าโป๊ปถูกเลือกมาเพียงเพื่อมาเป็นอุปสรรคต่อตัวแก และยืนยันว่านโยบายของแกคือการปกป้องอารยธรรมคริสเตียนจากภัยคุกคามนิวเคลียร์13 เมษายน 2026 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยย้ำว่า พระเจ้าต้องการให้สงครามจบด้วยชัยชนะ เพื่อปกป้องคนบริสุทธิ์จากการทำลายล้างของอิหร่าน ทรัมป์เติบโตและรับบัพติศมาของศาสนาคริสต์นิกายพรีสไบทีเรียน แต่ใน ค.ศ.2020 ทรัมป์บอกว่าตัวเองเป็นคริสเตียนที่ไม่สังกัดนิกายทรัมป์ใช้ความเชื่อที่ว่าการสนับสนุนอิสราเอลซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน คือพันธกิจที่พระเจ้ามอบให้ชาวคริสต์ เพื่อดึงเสียงสนับสนุนจากชาวอเมริกันที่เชื่อในคำพยากรณ์เรื่องดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และยังรื้อฟื้นความเชื่อที่ว่า สหรัฐฯมีภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการขยายระบอบประชาธิปไตยและทำลายระบอบเผด็จการศาสนาในตะวันออกกลางโดยใช้กองทัพเป็นเครื่องมือของพระเจ้าเพราะทรัมป์ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่เมื่อคำสอนของโป๊ปไม่ตรงใจ ทรัมป์ก็เปลี่ยนท่าทีจากการอิงศาสนาเป็นการโจมตีโป๊ปทันทีสำหรับทรัมป์แล้ว ตัวแกและนโยบายของแกอยู่เหนือหลักศาสนาทั้งปวง หากศาสนาไปขวาง ทรัมป์ก็พร้อมจะผลักศาสนาออก และสร้างนิยามใหม่ขึ้นมาเอง.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม