การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ฝ่ายรัฐบาลถือว่าจบแล้ว แต่พรรคฝ่ายค้านยืนยันยังไม่จบ ต้องเดินหน้าต่อไป โดยอาจมีทางเลือก 2 ทาง ทางแรกยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อไต่สวน และเสนอเรื่องต่อศาลฎีกา เพื่อเอาผิดนายกรัฐมนตรี ฐานฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงแต่ถ้า 7 พรรคฝ่ายค้านตัดสินใจที่จะดำเนินการเรื่องจริยธรรม และต้องพึ่งพา ป.ป.ช.เป็นกลไกสำคัญ ในการกลั่นกรองและเสนอต่อศาลฎีกา จะต้องรู้ว่า “ไผเป็นไผ” ป.ป.ช.อาจไม่ฟ้องศาลฎีกา โดยอ้างมติของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า กรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญใดที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดแต่ถ้า ป.ป.ช.รับไว้ไต่สวน และเสนอเรื่องต่อศาลฎีกา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 234 ที่ระบุว่า ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวน กรณีที่นักการเมืองพูดกล่าวหา ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้องแล้ว นักการเมืองผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถ้าศาลฎีกาพิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริง นักการเมืองผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ประมวลจริยธรรมนักการเมือง ข้อที่ 1 ระบุว่า ต้องยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ปัญหาก็คือการไม่แยแสรัฐธรรมนูญเข้าข่ายหรือไม่ถ้าหากช่องทางเรื่องจริยธรรมกลายเป็นทางตัน พรรคการเมืองไม่อาจพึ่งพาองค์กรอิสระได้ อาจต้องน้อมนำหลัก “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” ของพระพุทธองค์ ด้วยการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ปัญหาสำคัญก็คือ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 251 เสียงขึ้นไป จึงจะล้มรัฐบาลได้ ขณะนี้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเสียงปริ่มน้ำรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ เนื่องจากพรรคแกนนำแพ้การเลือกตั้ง แต่ยืนกรานจะต้องเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะมี 250 แต่งตั้งอยู่ในกำมือ แต่ต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องทั้งดึงทั้งดูดพรรคเล็กพรรคจิ๋วทั้งหลาย รวมเป็นรัฐบาลเกือบ 20 พรรค ขณะที่ฝ่ายค้านผวาปัญหา ส.ส.งูเห่ามีรายงานข่าวระบุว่า แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลพยายาม “ดูด” ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย เพื่อชวนไปกินข้าวและพยายามกล่อม ทั้งยังมอบ “ซองเอกสารบรรจุสิ่งจูงใจ” ถ้าหมายถึงการซื้อตัว ส.ส. จะเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และต้องพ้นจากรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) และ ม. 170 (4) หรือไม่.