ย้อนรอยช่วงทำประชามติรัฐธรรมนูญ มีคำถามพ่วงให้อำนาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง 5 ปีแรกตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติสมัยนั้น นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นผู้เสนอคำถามพ่วงให้รัฐสภาโหวตเลือกนายกฯ วันนี้ถูกเลือกให้เป็น ส.ว.ได้บอกถึงบทบาทของวุฒิสภา มีภารกิจทำการปฏิรูปประเทศ ติดตามเร่งรัด เสนอแนะ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องเสนอเรื่องปฏิรูปต่อวุฒิสภาทุก 3 เดือนผู้ที่เข้ามาเป็น ส.ว.จึงถูกคัดเลือกจากอดีต สปท. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ข้าราชการที่ทำงานปฏิรูปและบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพเหนือสิ่งอื่นใดเป็นคนที่เข้าใจ รู้ใจและมีแนวทางเหมือนกัน ทำงานร่วมกันได้แม้ถูกโจมตีด้านลบบ้างก็ขอให้มองว่า ในอดีต ส.ว.จากการเลือกตั้งก็ถูกโจมตีว่ามาจากฐานเดียวกับ ส.ส.วุฒิสภายังถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองใหญ่มีถึง 250 เสียง นายวันชัย บอกว่า เป็นพรรคหรือไม่ก็ตาม แต่ ส.ว.เป็นกลุ่มบุคคลหนึ่ง มีแนวทางการทำงานและเป้าหมายในการทำงานเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนดส่วนใครมองว่า ส.ว.บางคนเป็นพี่เป็นน้อง เป็นพวกเป็นพ้องกับคนใน คสช. เท่าที่ดูก็มีบ้าง 4-5 คน แต่ภาพรวมมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้งานปฏิรูปตามที่ คสช.กำหนดไว้เป็นไปตามแผนแต่ภารกิจแรกนับแต่เปิดการประชุมรัฐสภาคือเลือกนายกรัฐมนตรี นายวันชัย บอกว่า รัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้เกิดการประนอมอำนาจระหว่างฝ่ายความมั่นคงหรือฝ่ายทหารกับฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อช่วยประคับประคองอำนาจในระยะเปลี่ยนผ่านให้บ้านเมืองเดินต่อไป เพราะเคยมีบทเรียนมาแล้วในช่วงเป็นประชาธิปไตยจ๋า 100 เปอร์เซ็นต์ บ้านเมืองก็มีปัญหา ในที่สุดเกิดรัฐประหาร และเมื่อตกอยู่ภายใต้เผด็จการ 100 เปอร์เซ็นต์นาน บ้านเมืองก็มีปัญหาเช่นกันรัฐธรรมนูญก็ถูกออกแบบให้นำพาบ้านเมืองต้องเป็นประชาธิปไตยแน่นอน แต่ไม่ใช่แบบพรวดพราด ตูมตามเหมือนในอดีต เวลาปฏิวัติรัฐประหารสำเร็จ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็ปล่อยตูมเลย สุดท้ายก็กลับมาเหมือนเดิมเมื่อมองเห็นปัญหาเหล่านี้ฝ่ายความมั่นคงเห็นว่า ไหนๆจะปล่อยอำนาจให้เป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ควรค่อยๆปล่อยในลักษณะประนอมอำนาจโดยกำหนดให้มี ส.ว.250 คน เปรียบเหมือนเป็นตัวแทนของฝ่ายความมั่นคงมี ส.ส.500 คนจากการเลือกตั้ง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากระบอบประชาธิปไตยพร้อมกำหนดให้ ส.ว. ไม่ใช่มีบทบาทเฉพาะแค่กลั่นกรองกฎหมาย พลังถ่วงดุลจะไม่เกิดขึ้น แต่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีส่วนร่วมโหวตนายกฯ แปลว่าให้มีส่วนตั้งรัฐบาลได้ แต่ไม่มีส่วนการถอดถอนนายกฯขณะเดียวกัน ส.ส.มีส่วนในการโหวตนายกฯและมีสิทธิถอดถอนนายกฯได้ โดยต้องให้ได้ 376 เสียง รวมเสียงได้เกือบเต็มสภาเมื่อไหร่ ส.ว.ทำได้เพียงนั่งมองเฉยๆ ไม่มีสิทธิทำอะไรได้ตามหลักการให้อำนาจส่วนใหญ่อยู่กับประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้ง แต่ต้องมี ส.ส.รวมกันถึง 376 เสียงพรรคการเมืองไหนรวมเสียงข้างมากได้ ส.ส.376 เสียงก็ได้เก้าอี้นายกฯไปเลย นายวันชัยบอกว่า เอาไปเลย ส.ว.ไม่มีสิทธิทำอะไรได้แต่ถ้าพรรคการเมืองไม่สามารถรวมเสียง ส.ส.ได้ถึง 376 เสียง นายวันชัย บอกว่า ต้องอาศัยเสียง ส.ว.ช่วยพูดง่ายๆในช่วงเปลี่ยนผ่าน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายเลือกตั้งช่วยดูแลบ้านเมืองโดยประคับประคองสัก 4-5 ปี และค่อยๆปล่อยให้เป็นประชาธิปไตยรูปแบบนี้หลายฝ่ายโจมตีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าสืบทอดอำนาจ นายวันชัย บอกว่า ชัดเจนรัฐธรรมนูญกำหนดไม่ให้อำนาจ 100 เปอร์เซ็นต์แก่ฝ่ายเลือกตั้งและอำนาจส่วนหนึ่งมาจากฝ่ายความมั่นคงเพราะ คสช.ดูแลบ้านเมืองมาแล้วระยะหนึ่งยังไม่เรียบร้อยจะช่วยสานงานต่อไป ถามว่าเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าถ้าหวังเป็นรัฐบาลแล้วมีอำนาจตลอดไป นี่คือการสืบทอดอำนาจแต่กรณีนี้ คสช.หวังประคับประคองให้อำนาจของระบอบประชาธิปไตยเดินไปด้วยความเรียบร้อยและทำการปฏิรูปประเทศตามที่ประกาศไว้ให้ครบถ้วน ถือเป็นเรื่องที่ คสช.ควรทำเท่ากับตอนนี้ปิดประตูไม่มีพรรคการเมืองไหนรวม ส.ส.ได้ 376 เสียง วุฒิสภาต้องมีบทบาทโหวตนายกฯหลังมีประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันชัย บอกว่า วุฒิสภาถึงอย่างไรก็มีบทบาทอยู่แล้วตามหลักเราต้องให้เกียรติ ส.ส. ฟังเสียง ส.ส.ก่อนว่าเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ เสียงส่วนใหญ่พิจารณาอย่างไร คนคนนั้นสามารถเข้ามาสานต่อภารกิจปฏิรูปประเทศได้หรือไม่ถ้าทำได้และประสานความร่วมมือได้กับทุกพรรค วุฒิสภาคงไม่ไปขวางแนวทางของประชาชนส่วนใหญ่แม้ ส.ว.มาจากการสรรหาของ คสช. แต่ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ส.ว.มาจากการแต่งตั้งของ คสช.ก็จริง แล้วเมื่อเขาแปลงร่างเป็นรัฐบาล ก็ต้องดูว่ารัฐบาลทำงานเพื่อประเทศชาติ ประชาชน เราก็ต้องสนับสนุนรัฐบาลหรือบุคคลคนนั้นส.ว.ร่วมโหวตนายกฯตั้งแต่เริ่มต้น มีโอกาสเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยยังไม่ตอบรับสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ นายวันชัย บอกว่า สมมติ ส.ว.และ ส.ส.โหวต 376 เสียง ได้เป็นนายกฯและฟอร์มจัดตั้งรัฐบาลมีโอกาสเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย บริหารประเทศไม่ได้แค่มีกฎหมายเข้าสภาหรือถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็พังแล้วฉะนั้น ส.ว.โหวตเลือกนายกฯได้ แต่การบริหารบ้านเมืองให้เดินต่อไปต้องใช้เสียง ส.ส.สนับสนุนหมายความว่าตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยไปก่อน หลังจากนั้นถึงค่อยรวมเสียงให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก นายวันชัย บอกว่า ไม่น่าจะใช่ เวลาตั้งรัฐบาลต้องมีเสียงข้างมาก ตามขั้นตอนเริ่มตั้งแต่เปิดประชุมสภาเลือกประธานสภาฯ ใครได้เป็นเสียงต้องเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าใครได้ฟอร์มจัดตั้งรัฐบาลสมมติพรรคพลังประชารัฐเสนอคนที่จะเป็นประธานสภาฯ ปรากฏได้เสียงสนับสนุน 254 หรือ 260 เสียง ย่อมมีแนวโน้มได้เป็นรัฐบาลพอถึงคิวเลือกนายกฯ มีการประชุมร่วมของสองสภา สมมติใครได้รับเลือกเกิน 376 เสียงก็เป็นนายกฯ เมื่อถึงขั้นตอนตั้งรัฐบาล เชื่อคงไม่ใช่มี ส.ส.แค่ 254 หรือ 260 เสียง เมื่อมีอำนาจไปจีบพรรคไหนย่อมมีน้ำหนักและมีพลังพรรคอื่นๆอาจไม่สนับสนุนหรือโหวตให้ตอนแรก แต่มีโอกาสเข้าร่วมทีหลัง เพราะเป็นฝ่ายค้านไม่สามารถทำอะไรให้ประชาชนในพื้นที่ได้เต็มที่ทั้งเลือกประธานสภาฯ-นายกฯ-ฟอร์มรัฐบาล-ปรับ ครม.แต่ละขั้นตอนสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆคอยดูเวลาใครมีอำนาจหรือมีพลังในการทำงานให้ประเทศและประชาชน เชื่อมั่นว่า ส.ส.ต้องวิ่งเข้ามาสนับสนุน สุดท้ายเสียงสนับสนุนรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกฯ มีโอกาสถูกเลือกให้เป็นนายกฯถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ เพราะ ส.ว.250 เสียงสนับสนุน นายวันชัย บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์มีเสียงประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนถ้าให้ตัดสินใจคนเดียวในฐานะ ส.ว.ก็ต้องสนับสนุน แต่ ส.ว.ที่เหลือคิดอย่างไร ก็ยังไม่ได้หารือกันคงต้องพูดคุยกันก่อนจนตกผลึกเป็นหนึ่งเดียว โดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชนตามหลักก็ดูว่า ส.ส.ส่วนใหญ่สนับสนุนใคร ส.ว.ก็นำมาประกอบว่าใครเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันอายุของรัฐบาลผสมจะอยู่สั้นหรือยาวย่อมมีผลต่อการสานต่องานปฏิรูปประเทศที่วุฒิสภาต้องสานต่อ นายวันชัย บอกว่า รัฐบาลผสมมีอายุสั้นหรือยาว ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ผลงานเป็นตัวกำหนดสมมติ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ พอแปลงร่างมาผสมกับนักการเมือง นักการเมืองสามารถวิพากษ์วิจารณ์นายกฯได้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องปรับตัวให้เกิดความพอดีกับการเมือง ทำให้การเมืองลงตัวและเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ถือว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับฝ่ายเลือกตั้งเพื่อประคับประคองอำนาจในระยะเปลี่ยนผ่านให้บ้านเมืองเดินต่อไป.ทีมการเมือง