23 กันยายน 2569 โวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA พร้อมกับเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่า อูเครนได้ส่งตัวเชลยศึกเกาหลีเหนือ 2 นายกลับมายังเกาหลีใต้แล้ว เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้นั่งไม่ติด24 กันยายน 2569 อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนเม็กซิโกอย่างเป็นทางการ ถึงกับต้องออกมาโพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การที่อูเครนนำเรื่องนี้ไปเปิดเผยถือเป็นการละเมิดข้อตกลงรักษาความลับ หรือ Non-disclosure agreement และเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งหลังจากนั้น สำนักงานประธานาธิบดีของอูเครนออกมาปฏิเสธเรื่องที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้อ้าง โดยบอกว่าอูเครนไม่เคยมีข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับในลักษณะดังกล่าว28 กันยายน 2569 สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้จึงออกแถลงการณ์ซ้ำว่าคำกล่าวอ้างของอูเครนนั้น ไม่เป็นความจริง และพฤติกรรมนี้กำลังบั่นทอนความไว้วางใจอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศในวันเดียวกัน พัก ยุน-จู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เชิญตัวอุปทูตอูเครนประจำกรุงโซลเข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้กล่าวประณามว่าการกระทำของอูเครนที่เปิดเผยข้อมูลฝ่ายเดียวเป็นการทำลายความไว้วางใจระหว่างเกาหลีใต้และอูเครน ทั้งที่ตกลงกันไว้แล้วด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง การทูต และความปลอดภัยของเชลยศึกกับครอบครัว พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลอูเครนออกมาชี้แจงและกล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการย้อนกลับไปเมื่อปลาย พ.ศ.2567 เกาหลีเหนือเริ่มส่งกำลังพลหลายพันนายไปฝึก และประจำการ รวมทั้งส่งยุทโธปกรณ์ กระสุนปืนใหญ่และขีปนาวุธไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามรัสเซีย-อูเครนต้น พ.ศ.2568 กองทัพอูเครนจับทหารเกาหลีเหนือ 2 นายแรกที่ถูกส่งมาร่วมรบกับกองกำลังรัสเซียได้ที่แคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย จากนั้นก็เกิดกระบวนการในทางลับ มีการเจรจาและข้อตกลงลับระหว่างอูเครนและเกาหลีใต้เกาหลีใต้กระซิบขอให้อูเครนเก็บเรื่องการส่งตัวเชลยศึกทั้ง 2 นายเป็นความลับขั้นสูงสุด ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงและการคุ้มครองความปลอดภัยของครอบครัวทหารเหล่านั้นในเกาหลีเหนือมิถุนายน 2568 เกาหลีใต้ประกาศชัดเจนว่าพร้อมรับตัวเชลยศึกชาวเกาหลีเหนือทุกคนที่สมัครใจ และคัดค้านการส่งตัวเชลยศึกเหล่านี้กลับสู่เกาหลีเหนือหรือรัสเซีย หลังจากนั้น รัฐบาลเกาหลีใต้ก็อนุมัติจัดสรรความช่วยเหลือ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯให้แก่อูเครนผู้อ่านท่านที่เคารพ การปากโป้งกลางที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติของเซเลนสกีครั้งนี้ไม่ใช่ความพลั้งปากโดยไม่ตั้งใจ แต่เป็นการจงใจแหกกฎความลับ เพื่อแลกกับการดึงเกาหลีใต้เข้ามาผูกติดกับสงครามรัสเซีย–อูเครนอย่างถอนตัวไม่ขึ้นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้แต่ทำตาปะหลับปะเหลือก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้ว่าเกาหลีใต้จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเกาหลีเหนือ และไม่สนับสนุนที่เกาหลีเหนือส่งทหารไปช่วยรัสเซียรบ แต่ก็ไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวดองหนองยุ่งกับสงครามโดยตรงเมื่อโดนเซเลนสกีปากโป้งบอกความลับเรื่องเชลยศึก เกาหลีใต้ก็อยู่เฉยไม่ได้หรอกครับ เพราะทั้งเสียหน้า แถมจะถูกประชาชนกดดัน อยู่ดีไม่ว่าดี ดันออกตัวแรงจนชักศึกเข้าบ้าน เสี่ยงต่อการถูกเกาหลีเหนือเอาเรื่องนี้มาเล่นงานได้ในอนาคตเกาหลีใต้เสียรู้ให้เซเลนสกี ทั้งที่ให้เกียรติรักษาความลับในฐานะมิตรมาโดยตลอด แต่เซเลนสกีกลับเอาความลับที่รู้กันแค่สองต่อสองไปเป็นบันไดไต่ชื่อเสียงเพื่อสร้างแต้มต่อให้ตัวเองบนเวทีที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติโดยไม่สนว่าใครจะเสียหายหรือกระอักกระอ่วนแค่ไหนในโลกการทูต สิ่งสำคัญที่สุดคือความไว้วางใจการที่เซเลนสกีเลือกที่จะฉีกข้อตกลงลับกับเกาหลีใต้เพื่อแลกกับการสร้างกระแสกดดันบนเวทีโลก ทำให้ผู้นำประเทศทั่วโลกต้องชั่งใจว่าต่อไปในอนาคต ยังจะไว้ใจผู้นำอูเครนคนนี้ได้อีกหรือไม่.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม