“ภูเขาหัวโล้น” หมายถึง ภูเขา ที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ หรือป่าไม้ปกคลุมหลงเหลืออยู่หรืออาจมีการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนหรือเป็นพื้นดินหรือมีเพียงหญ้าเตี้ยๆ ขึ้นโล่งเตียนคล้ายศีรษะที่ไม่มีเส้นผม ซึ่งมัก เกิดขึ้นจากปัญหาตัดไม้ทำลายป่าหรือทำเกษตรกรรมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทำให้เกิด “ดินโคลนถล่ม” “น้ำท่วมฉับพลัน” และ “ปัญหาภัยแล้ง” เนื่องจากดินไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้นอกจากนี้แล้วภูหัวโล้นยังใช้เรียกชื่อสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีชื่อเสียง เช่น ภูหัวโล้นเมืองไชยสมบูรณ์ สปป.ลาว ซึ่งเป็นเนินเขาปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ทำให้มองเห็นวิวสวยงามและทะเลหมอกได้รอบตัว 360 องศา คล้ายฉากในเทพนิยายพุ่งเป้าปัญหา “น้ำป่าไหลหลาก” จากภูเขาเข้าท่วมหมู่บ้านและชุมชน จะจัดการอย่างไร?อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม บอกว่า อากาศดุขั้วเมฆระเบิด ฝนกระหน่ำทำให้มวลน้ำป่ามหาศาลจากยอดเขาสูงไหลลงท่วม อ.ปัว-ท่าวังผาใน จ.น่าน อย่างหนัก วิธีป้องกันน้ำไหลหลากจากภูเขาสูงลงสู่หมู่บ้านและชุมชนโดยรอบทำได้ด้วยการประสม ประสานหลักการทางวิศวกรรมโครงสร้างเพื่อเปลี่ยนทิศทางน้ำร่วมกับวิศวกรรมทางธรรมชาติเพื่อ “ลดความเร็ว” และ “กักเก็บน้ำ” ไว้ก่อนถึงตัวบ้านกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามแนวเขา ดังนี้ หนึ่ง...การจัดการบนภูเขาและพื้นที่ลาดชัน (ลดความเร็วและดูดซับน้ำ) อาทิ การปลูกพืชคลุมดินและแนวป่า, ทำขั้นบันไดดักน้ำ, สร้างฝายชะลอน้ำ ทำการสร้างฝายขนาดเล็กขวางทางน้ำในลำห้วยหรือร่องเขาเพื่อชะลอความเร็วของกระแสน้ำป่าสอง...การจัดการบริเวณตีนเขา (เปลี่ยนทิศทางและกักเก็บ) อาทิ ทำการขุดคูดักน้ำและร่องระบายน้ำรอบหมู่บ้าน, การสร้างคันดินหรือกำแพงกันดิน, ทำอ่างเก็บน้ำหรือแก้มลิงตีนเขา โดยการขุดสระพักน้ำขนาดใหญ่ไว้รองรับมวลน้ำที่ไหลลงมาจากยอดเขาโดยตรง เพื่อหน่วงน้ำไว้ก่อนจะระบายออกอย่างเป็นระบบสาม...การป้องกันในตัวหมู่บ้าน (การปรับตัวทางกายภาพ) อาทิ ปรับปรุงระบบท่อและทางระบายน้ำ, ติดตั้งวาล์วกันน้ำย้อน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากภายนอกหรือน้ำป่าหนุนทะลักย้อนกลับเข้ามาตามท่อระบายน้ำ, สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ชาวบ้านมีเวลาอพยพและเตรียมกระสอบทรายกั้นได้ทันท่วงที“ป่าไม้” ปุจฉาสำคัญหนึ่งในตัวแปรน้ำท่วมฝนแล้ง ชวนเชื่อมโยงตัวอย่างแนวคิดจัดการป่าไม้ในประเทศจีน ทันสมัย ได้ใจประชาชน อาจารย์สนธิ บอกว่า จีนปลูกป่าใหญ่โตเพื่อบรรลุ Net zero ในปี 2050 ได้ทั้งเงินและพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น...ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จระดับโลกด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากจีนสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้มากที่สุดในโลกผ่านนโยบายและการลงทุนอย่างจริงจังตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา “รัฐบาลประเทศจีน” ยุคใหม่สมัยสีจิ้นผิงกล่าวว่า “การจะเป็นมหาอำนาจของโลก ประเทศจะต้องมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ก่อน” จึงได้ประกาศให้ปี 2018 เป็นปีแห่งป่าไม้ของประเทศจีนโดยประเทศจีนก่อนหน้านี้มีป่าไม้ที่สมบูรณ์เพียงแค่ร้อยละ 21 ของที่ดินในประเทศเท่านั้น รัฐบาลได้กำหนดให้ปี 2030 ต้องปลูกต้นไม้ให้ได้ 70,000 ล้านต้นหรือพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 26 ของพื้นที่ในประเทศเพื่อบรรลุให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนโดยรัฐบาลนำคาร์บอนขายให้ผู้ประกอบการและนำเงินมาจ้างประชาชนปลูกป่า ทั้งยังออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่โดยได้กำหนดความรับผิดชอบให้อำนาจแก่รัฐบาลท้องถิ่นตั้งแต่มณฑลจนถึงเทศบาลที่จะต้องร่วมกันดำเนินการควบคุมและดูแลทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ตนเองให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกลางกำหนดและให้นำดัชนีชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นมาใช้เป็นตัวประเมินผลงานของผู้บริหารของท้องถิ่นนั้นด้วยซึ่งรวมถึงการต้องเพิ่มพื้นที่ป่าในพื้นที่ท้องถิ่นและการจัดการไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่าไม้ในท้องถิ่นให้เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่ท้องถิ่นต้องทำให้ได้ หากทำไม่ได้ผู้บริหารอาจต้องถูกให้ออกจากตำแหน่งสถานเดียวดังเช่นปีที่ผ่านมากรุงปักกิ่งได้สร้างสวนสาธารณะสำหรับการพักผ่อนในเมืองรวม 180 แห่ง และสวนสาธารณะขนาดเล็กและพื้นที่สีเขียวครบ 323 แห่ง โดยผู้อยู่อาศัย 88% จะอาศัยอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวภายในรัศมี 500 เมตรเรียกว่า “คาร์บอนปาร์ค (Carbon park)”หัวใจสำคัญคือ “รัฐบาลจีน” ได้กระจายความรับผิดชอบของรัฐบาลส่วนกลางไปสู่คนในท้องถิ่น หากประชาชนมีที่ดินของตนเอง เจ้าของที่ดินได้ออกแรงปลูกป่าในที่ดินตนเอง รัฐจะจ่ายเงินชดเชยค่าที่ดินให้ รวมทั้งรัฐยังจ่ายเงินจ้างเจ้าของที่ดินดูแลสภาพป่าในที่ดินดังกล่าว แทนเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยและยังอนุญาตให้เจ้าของที่ดินสามารถตัดไม้ที่มีคุณค่าไปขายได้ตามที่ตกลงกับรัฐไว้แต่ต้องปลูกทดแทนทันที...นอกจากนี้ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ท้องถิ่นจะเข้าไปดูแลโดยจ้างประชาชนที่อาศัยอยู่ทำการปลูกป่าและเฝ้าระวังป่าด้วยซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย“ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลป่าของรัฐแต่ก็ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนอีกด้วย รวมทั้งยังช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าให้กลับมาฟื้นฟูเหมือนเดิม”สำหรับ “ประเทศไทย” อำนาจการดูแลป่าไม้ทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาลส่วนกลาง...ที่ต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่เฝ้าป่ามากมาย เงินน้อย งานยาก ป่าไม้ถึงหมดไปเรื่อยๆ ไม่เคยคิดจะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลเหมือนรัฐบาลจีน...ตอกย้ำวิกฤติอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากที่จังหวัดน่าน เป็นผลมาจาก “ปัจจัยร่วมหลายมิติ”หนึ่งในนั้นคือปัญหา “เขาหัวโล้น”...พื้นที่ป่าไม้ที่ลดลง นับรวมไปถึงปัจจัยเชิงระบบและการปฏิบัติการ...การบริหารจัดการและการแจ้งเตือน ความท้าทายเรื่องขีดจำกัดการคาดการณ์ฝนสุดขั้ว การบริหารจัดการมวลน้ำข้ามอำเภอ...การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงต้องทำควบคู่กันไปทั้งระบบ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม