ศาลฎีกาพิพากษาสั่งประหารชีวิตขบวนการค้ายานรกข้ามชาติรวม 5 คน หลังถูกตำรวจ บช.ปส.รวบตัวหลังขยายผลจากการจับกุม ยาบ้า 5.2 ล้านเม็ด ยึดบ้าน รถหรู รถ จยย. และทรัพย์สินมีค่าอื่น รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ผู้ต้องหาปากแข็งปฏิเสธมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ถึงฎีกาเห็นพ้องศาลอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่มีหลักฐานแน่นหนา พบนำเงินไปฟอกในธุรกิจซื้อขายรถหรูที่ประเทศเมียนมา พิพากษายืนประหารชีวิต ชี้เป็นภัยร้ายแรงกระทบความมั่นคงของชาติศาลฎีกายืนตัดสินประหารชีวิตขบวนการค้ายาเสพติดรายนี้ เปิดเผยขึ้นที่ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ก.ย. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปิยะฉัตร วัชรดิลก จำเลยที่ 1 นายกฤติพงศ์ อุเทนสุด จำเลยที่ 2 นายอัมพร หีมหมัน จำเลยที่ 3 นายสมบูรณ์ นิติอมรรัตน์ จำเลยที่ 4 และนายกรกช กันทะใจ เป็นจำเลยที่ 5 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด สนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สมคมโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินฯ และร่วมกันฟอกเงินกรณีตำรวจ บช.ปส.เข้าจับกุมกลุ่มการเงินเครือข่ายยาเสพติดชายแดนไทย เมียนมา และ สปป.ลาว เมื่อปี 2562 พร้อมยึดทรัพย์สินหลายรายการ ได้แก่ บ้านพร้อมที่ดิน 4 หลัง มูลค่าประมาณ 76 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 2 แห่ง มูลค่าประมาณ 3.3 ล้านบาท รถยนต์ 3 คัน ประกอบด้วย รถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด รถยนต์ปอร์เช่ พานาเมร่า และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี 220 ดี และรถจักรยานยนต์ 4 คัน ยี่ห้อฮาเลย์ฯและฮอนด้า NSX มูลค่าประมาณ 2.2 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นมูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 100 ล้านบาทจับกุมผู้ต้องหาพร้อมตรวจยึดของกลางที่โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ถนนรัชดา-รามอินทรา กทม. หลังจำเลยทั้ง 5 วางแผนแบ่งหน้าที่กันจัดหายาเสพติดและลำเลียงยาเสพติด จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่รับและเก็บรักษายาเสพติด นำยาเสพติดไปให้ผู้ที่ต้องการยาเสพติด โดยมีจำเลยที่ 2 และ 3 ทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 และทำธุรกรรมทางการเงิน ส่วนจำเลยที่ 4 และ 5 ช่วยเหลือสนับสนุนโดยนำเงินที่ได้จากการขายยาเสพติดไปดำเนินกิจการซื้อขายรถยนต์ที่ประเทศเมียนมา เพื่อซุกซ่อนและปกปิดแหล่งที่มาอันเป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจำเลยทั้ง 5 คนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-5 กระทำความผิดตามฟ้อง ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้ง 5 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 2-5 ยื่นฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือน ก.พ. 2557 ผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติดที่ยังหลบหนีและไม่ได้นำตัวมาฟ้องร่วมกันมียาเสพติดประเภทที่ 1 (ยาบ้า) รวม 5.2 ล้านเม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีนี้ในส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงให้ลงโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2-5 ทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และ 3 พยานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า สมคบกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฟอกเงิน และจำเลยที่ 5 เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับโอนเงินค้ายาเสพติดจากจำเลยที่ 1 เป็นขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ พยายามปิดบังเส้นทางการเงิน เป็นการกระทำความผิดมูลฐานปกป้องแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 2-5 ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้ง 5 สมคบกับผู้ต้องหาที่หลบหนีร่วมกันมียาเสพติดเมทแอมเฟตามีน 5.2 ล้านเม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หากแพร่กระจายเข้าสู่ชุมชนจะเป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรม ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ถือเป็นภัยร้ายแรงทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 5 กระทำความผิดเป็นกรรมเดียวมีความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่