วันพรุ่งนี้ 10 กันยายน เป็นวันที่ คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศว่า จะเป็นวันประกาศจุดยืนของแบงก์ชาติในการ “ผสานพลังเพื่อปกป้องภาคการเงินไทย” ร่วมกับ ภาคการเงินภายใต้การกำกับของแบงก์ชาติ ทั้ง สถาบันการเงิน และ Nonbank ผนึกกำลังกันประกาศเจตนารมณ์ ไม่ต้องการให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือสนับสนุนธุรกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งเป็น “ยุทธศาสตร์เชิงรุก” เพื่อร่วมปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยจากเงินทุจริตและการฟอกเงินผมขอปรบมือให้กับความกล้าหาญของ คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ไว้ตรงนี้ ขอสนับสนุนและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อกำจัดเงินทุนเทาเงินทุจริตให้หมดไปผู้ว่าการวิทัย กล่าวในเวทีสัมมนาอย่างเปิดเผยว่า “ทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมายคอร์รัปชัน ถามหน่อยเถอะ ใครเชื่อว่าประเทศนี้ไม่มีโกง ผมทำงานหน่วยงานรัฐและเอกชนสลับกันไปมา สุดจริงๆ ครับ นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจขนาดใหญ่ จับกันเป็นใยแมงมุมสลับซับซ้อน เงินเทาทั้งนั้น ทั้งประเทศ” แนวทางการแก้ปัญหาของแบงก์ชาติ จะมุ่งเน้นสกัดกั้นจากต้นทางผ่านกลไกสถาบันการเงิน คือ การสร้างคอขวด เนื่องจากเงินทุจริตทุกประเภท ทั้งจากสแกมเมอร์ การคอร์รัปชัน หรือพนันออนไลน์ จะต้องผ่านระบบธนาคารก่อนจะถูกผันไปสู่สินทรัพย์อื่น จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นตัดทางลำเลียงที่ระบบธนาคาร ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดก่อนการเลือกตั้งใหญ่ผมจำได้ ผู้ว่าการแบงก์ชาติวิทัย เปิดเผยว่า มีธนบัตรใบละ 1,000 บาท 2 รุ่น หายไปจากระบบการเงินไทย 140,000 ล้านบาท การเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมามีข่าวว่ามีการซื้อเสียงตั้งแต่ 1,000-7,000 บาท เงินเทาเงินคอร์รัปชันเท่านั้นมาตรการที่ออกมาสกัดเงินเทาของ ผู้ว่าการวิทัย เริ่มตั้งแต่การกำหนด ให้ การเบิกถอนหรือฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้งและชี้แจงแหล่งที่มาของเงิน ทำให้ยอดการเบิกถอนเงินสดก้อนใหญ่เกิน 5 ล้านบาท ลดลงจากเดือนละประมาณ 100,000 ล้านบาทในเดือน ม.ค.2569 เหลือเพียง 47,000 ล้านบาทในเดือน มิ.ย.2569 หรือลดลง 52% แล้วต่อด้วย มาตรการคุมทองคำแท่ง 2 กิโลกรัม เมื่อขนเงินสดได้ยากขึ้น ขบวนการเงินเทาก็หันไปซื้อทองคำแท่ง ธปท.จึงขอความร่วมมือให้ร้านทองรายงานชื่อคนที่ซื้อขายหรือเบิกทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ห้ามซื้อขาย แต่ให้รายงานชื่อคนซื้อขาย ปรากฏว่าธุรกรรมดังกล่าวลดลงทันทีถึง 70% ในช่วงเดือน มิ.ย.2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ม.ค. ยอดที่ลดลงไป 70% “ถามว่า เทาหรือเปล่าละ เทา”เมื่อถูกสกัดกั้นทั้งสองทาง เงินทุจริตก็ดิ้นต่อผู้ว่าการวิทัย เปิดเผยว่า เมื่อโดนบล็อกทั้งเงินสดและทองคำ ขบวนการเหล่านี้ก็หันไปใช้ทาง “ตราสารต่างประเทศ (FX)” และ “สินทรัพย์ดิจิทัล” ประเภท USDT ธปท.จึงได้ประสานงานกับ ก.ล.ต. เฝ้าระวังกลุ่มเทรดเหรียญ USDT ที่พุ่งสูงผิดปกติในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดย ก.ล.ต.กำลังปิดเส้นทางนี้อยู่ เนื่องจากพบปริมาณธุรกรรมที่สูงผิดปกติถึงหลายแสนล้านบาท ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น พนันออนไลน์ ล่าสุดแบงก์ชาติได้ข้อมูลว่า กลุ่มพนันออนไลน์ได้เลี่ยงไปใช้ “บริการบัตรเงินสด” ของกลุ่มนอนแบงก์ในการเติมเงินและหมุนเวียน ธปท.จึงต้องขยายการกำกับดูแลเข้าไปในธุรกิจนอนแบงก์ทั้งหมด เพื่อปิดช่องโหว่นี้ที่น่าชื่นชมคือ การใช้อำนาจเท่าที่มีปกป้องภัยของชาติทุกช่องทาง ไม่เฉย ไม่อ้างเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ไม่อ้างเรื่องกฎหมาย ขณะที่นักการเมืองและข้าราชการหลายคนกลับพยายามหาช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อทุจริตวันก่อน คุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้า ในฐานะประธาน กกร. ไปพูดในเวที “ACT ปลุกสังคมต้านโกง ไม่รับ ไม่จ่าย ไม่โกง ไม่เงียบ” ว่า “วันนี้ภาคเอกชนต้องร่วมมือไม่จ่ายก่อน หากเอกชนไม่จ่ายจะลดลงไปมาก แต่มีเอกชนถามกลับว่า ไม่จ่ายจะไม่ได้งานหรืองานเดินไม่ได้จะทำอย่างไร ก็ต้องแก้ กฎหมายเพื่อลดการใช้ดุลพินิจ ต่อด้วยการเปิดเผยข้อมูล” ฟังแล้วก็อึ้ง หอการค้าต้องกล้าๆหน่อย ใครจ่ายสินบนไล่ออกจากสมาชิกและประจาน ไม่ใช่จัดสัมมนาปีละหนถ่ายรูปแล้วก็จบกัน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม