คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยทำงานได้ดีอันดับต้นๆของโลก ดัชนี SET ณ สิ้นเดือน ก.ค. ปิดที่ 1,623.64 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ถ้าดูจาก Index Performance ตลาดหุ้นไทยเป็นรองแค่เกาหลีใต้และไต้หวัน เท่านั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ออกรายงานระบุว่า ครึ่งปีแรกไทยได้อานิสงส์จาก AI น่าจะเป็นครั้งแรกที่ไอเอ็มเอฟพูดถึง New Economy ของไทย จากที่เคยพูดถึงแต่ Old Economy มาตลอดคุณไพบูลย์ ได้เปิดเผยผลสำรวจ “ความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า” (FETCO Investor Confidence Index : ICI) ที่สำรวจระหว่างวันที่ 20-31 ก.ค.2569ผลสำรวจพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 146.72 (ช่วงค่าดัชนี 120-159) นักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองมาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองมาเป็นผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและสถานการณ์การเมืองในประเทศเมื่อแยกเป็น รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนกลุ่มบุคคล ปรับขึ้นมา 11.9% อยู่ที่ระดับ 119.49 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ปรับขึ้นมา 25.0% อยู่ที่ระดับ 166.67 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับลดลง 1.8% อยู่ที่ระดับ 126.32 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ปรับขึ้นมา 25.0% อยู่ที่ระดับ 166.67 เดือนกรกฎาคม ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นเกือบทั้งเดือน ก่อนเผชิญแรงเทขายในช่วงปลายเดือนโดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับสู่ตลาดหุ้นไทย และมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ดัชนี SET ปิดที่ 1,623.64 จุด ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน อยู่ที่ 87,397 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 48,864 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวม 75,864 ล้านบาท ถือว่าดีมากในช่วงนี้คุณไพบูลย์ เปิดเผยอีกว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอยู่ในภาวะขึ้นต่อเนื่องใน 1–2 ปีข้างหน้า โดยมองว่า ปีนี้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแตะระดับ 1,700 จุด แม้จะมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในสงครามตะวันออกกลาง และภาษีการค้ารอบใหม่ แต่มีแรงหนุนจากปัจจัยในประเทศ และเงินทุนต่างชาติที่ยังมีแนวโน้มไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง Valuation หุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ถ้าตัดหุ้น DELTA ที่มีราคาผันผวนออกไป P/E หุ้นไทยจะอยู่ที่ 13.3 เท่า เทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคถือว่าไม่แพง นอกจากนี้ยังมีหุ้นใน SET กว่า 470 บริษัท คิดเป็น 61% ของจำนวนหุ้นในตลาดราคาซื้อขายยังต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี (Book Value) นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีโครงการ Jump+ ที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสให้นักลงทุนได้เห็นมูลค่าหุ้นที่แท้จริงซ่อนอยู่หุ้นกลุ่มที่น่าลงทุน ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร/Digital Infrastructure กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มท่องเที่ยว/ค้าปลีก หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Jump+อีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง คือ โครงการ “บัญชีการออมส่วนบุคคล” หรือ TISA (Thailand Individual Saving Account) ซึ่ง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เปิดเผยว่า กฎเกณฑ์ต่างๆ จะเสร็จในเดือน ก.ย.2569 แน่นอน เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว เบื้องต้น ผู้ลงทุนที่เปิดบัญชี TISA จะได้รับวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดปีละ 600,000 บาท เพื่อลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม เพื่อให้ผู้สูงอายุมีเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลังเกษียณ TISA ออกมาเมื่อไหร่ ตลาดหุ้นไทยจะคึกคักที่สุด ใครมีเงินออมซื้อหุ้น 6 กลุ่มนี้เก็บไว้ก่อนบ้างก็ดีนะครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม