เมื่อพูดถึงงานพัฒนาชุมชน เรามักคุ้นกับคำว่า สนับสนุน ส่งเสริม สร้างอาชีพ หรือเพิ่มรายได้ แต่คำว่า “บ่มเพาะ” ให้อีกความหมายหนึ่งคือ ของเดิมมีอยู่แล้ว เพียงแต่ทำให้มันแข็งแรงพอที่จะเติบโตต่อได้ วันเสาร์สบายๆวันนี้ผมขอเล่าถึงโครงการบ่มเพาะผู้นำการพัฒนาธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ประจำปี 2569 ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์โครงการนี้ไม่ได้เริ่มจากเอาอาชีพใหม่หรือธุรกิจสำเร็จรูปเข้าไปให้ชุมชน แต่เริ่มจากการมองว่าคนในแต่ละพื้นที่มีอะไรอยู่ในมือแล้วบ้าง ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา อาชีพเดิม แล้วจะเปลี่ยนต้นทุนเหล่านี้ให้เป็นธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้อย่างไร เพราะ การมีของดี กับ การทำธุรกิจได้ เป็นคนละเรื่องกันเลย สิ่งที่กระบวนการบ่มเพาะทำคือ ปูพื้นฐานธุรกิจ ทำความเข้าใจลูกค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้คำปรึกษา ทดลองและพาไปเจอตลาดจริงโครงการนี้เชื่อมตรงกับงานของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ทำงานด้าน จัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันครอบคลุมป่าชุมชน 303 แห่ง ใน 12 จังหวัด พื้นที่กว่า 287,944 ไร่ มีภาคเอกชนร่วมสนับสนุนกว่า 30 องค์กร เงินสนับสนุนส่วนหนึ่งเข้าสู่กองทุนดูแลป่า และอีกส่วนใช้พัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน พอทำงานไปก็พบว่าหลายชุมชนดูแลป่าได้ มีทรัพยากร มีอาชีพ มีสินค้า มีภูมิปัญญา แต่จะทำอย่างไรให้ รายได้เหล่านี้มั่นคงขึ้นและเดินต่อได้โดยไม่ต้องรอเงินสนับสนุนตลอดไปจากเครือข่ายป่าชุมชน 303 แห่ง มีธุรกิจชุมชน 10 ทีมได้รับคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ ก่อนคัดเหลือ 5 ทีมสำหรับการพัฒนาเชิงลึก และกำลังจะคัดต่อเป็น 3 ทีมต้นแบบ เพื่อพัฒนาระบบธุรกิจและเตรียมพร้อมสำหรับการขยายผล โดยความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) และ บริษัท โฟลว์โฟล์ค จำกัด (FlowFolk)สำหรับ 5 ทีมที่ผ่านเข้ามารอบพัฒนาเชิงลึกประกอบด้วย 1.แบรนด์ “หลากอารมณ์” จากบ้านหัวทุ่ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ นำไผ่และวัสดุที่เสี่ยงถูกเผาในที่โล่งมาทำไบโอชาร์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ดูดกลิ่น พร้อมเรียนรู้ช่องทางจำหน่าย และการบริหารธุรกิจ2.แบรนด์“แซ่บลึก” บ้านห้วยลึก อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย นำภูมิปัญญาอาหารของชุมชนริมแม่น้ำโขงมาพัฒนาเป็นน้ำพริกปลาร้าผัด โครงการช่วยตั้งแต่สูตร ความสะอาด ความปลอดภัย อายุการเก็บ ฉลาก การคิดต้นทุน จนถึงการทดลองตลาด3.แบรนด์ “ลอยเล” จากเกาะลันตา จ.กระบี่ นำไม้ลอยทะเล เศษทุ่น และวัสดุที่ตกค้างตามชายฝั่งมาสร้างเป็นงานศิลปะ ของที่ระลึก และของตกแต่งบ้าน โดยพัฒนาด้านการออกแบบ การผลิต และความเข้าใจลูกค้า ปัจจุบันส่งมอบผลิตภัณฑ์ไปแล้วกว่า 6,000 ชิ้น และเปิดโอกาสให้คนหลายวัยในชุมชนเข้ามามีรายได้ร่วมกัน4.แบรนด์ “รักษ์ดิน” จากบ้านคำข่า อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ นำใบไม้แห้งและวัสดุจากป่าชุมชนมาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดิน ช่วยลดเชื้อเพลิงในป่า ลดความเสี่ยงไฟป่า ลดต้นทุนปุ๋ยเคมี และฟื้นฟูดิน หลังเข้าร่วมโครงการได้ปรับกระบวนการผลิต พัฒนาสูตร บรรจุภัณฑ์ คำนวณต้นทุน และขยายผลสู่พื้นที่เกษตรกว่า 2,000 ไร่5.แบรนด์ “New Gen Plastic” จากบ้านหลวงใหม่พัฒนา อ.เชียงของ จ.เชียงราย ทำระบบไพโรไลซิสเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้กับเครื่องจักรการเกษตร พร้อมพัฒนาคุณภาพ และศึกษาความต้องการของผู้ใช้ทั้ง 5 ทีมนี้ได้มีโอกาสขึ้นเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ซึ่งมีผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศจากภาครัฐ ผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ นักการเงิน และนักวิชาการ ไปแชร์เรื่องราวของ Nature Positive โดยในช่วงท้ายทั้ง 5 ทีมได้ขึ้นพูดถึงสิ่งที่เรียนรู้จากการเข้ากระบวนการบ่มเพาะเมื่อคนที่เป็นหน้าด่านดูแลป่ามีอาชีพมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว เขาย่อมหวงแหนรักษาฐานทรัพยากรเอาไว้ การขอให้คนอยู่กับป่าดูแลธรรมชาติก็จะไม่ใช่ภาระที่ฝากไว้กับชุมชน แต่เป็นอนาคตที่คนในพื้นที่มีเหตุผลที่จะรักษาป่าไว้เอง.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม