ช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ “กลุ่มทุน เทา” ยังคงสามารถ “ฟอกเงิน” และหลบเลี่ยงกฎหมายข้ามพรมแดนได้อย่างลอยนวล ท่ามกลางกลไกความร่วมมือระดับอาเซียน หนึ่งในนั้นคือ “ขาดระบบติดตามเส้นทางการเงินดิจิทัลและคริปโตแบบบูรณาการทันที”เงื่อนปมปัญหาเครือข่ายทุนจีนสีเทาปัจจุบันได้ละทิ้งระบบธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม หันมาใช้โครงสร้างการเงินใต้ดิน เช่น คริปโตเคอร์เรนซี, สเตเบิลคอยน์ และแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัลเฉพาะกลุ่มหลายคนอาจจะเพิ่งเคยได้ยินคำว่า “สเตเบิลคอยน์” ทำความเข้าใจง่ายๆว่าเป็นคริปโตเคอร์เรนซีชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาให้ “มูลค่ามีความเสถียร” โดยการตรึงหรือผูกมูลค่าไว้กับทรัพย์สินที่มีเสถียรภาพสูงในโลกจริง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะผูกกับ “เงินดอลลาร์สหรัฐฯ” ในอัตราส่วน 1:1ยกตัวอย่างเข้าใจง่ายๆ เช่น 1 สเตเบิลคอยน์ จะมีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯเสมอ ไม่ว่าตลาดคริปโตจะมีความผันผวนสูงแค่ไหนก็ตามประเด็นสำคัญที่เป็นช่องโหว่ นักวิชาการด้านอาชญากรรมไซเบอร์ย้ำว่า คือกลไกการอายัดบัญชีของธนาคารกลางแต่ละประเทศในอาเซียนยังทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำในอาณาเขตของตน” ไม่มีโครงข่ายกลางที่สามารถสั่งอายัดกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือตัดวงจรสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามพรมแดนได้ทันทีทำให้ “เงินสีเทา” สามารถแปลงเป็นสินทรัพย์ไร้พรมแดนได้อย่างง่ายดายก่อนที่ “เจ้าหน้าที่รัฐ” จะทันตั้งตัวอีกช่องโหว่ที่ต้องกล่าวถึงก็คือ ช่องว่างจากการเติบโตของเขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่สุญญากาศทางกฎหมาย น่าสนใจว่าโครงสร้างการลงทุนในบางประเทศสมาชิกอาเซียน เปิดให้มี “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” หรือพื้นที่สัมปทานชายแดนที่ให้สิทธิพิเศษต่อ “นักลงทุนต่างชาติ” สูงมากพร้อมทั้งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในที่เจ้าหน้าที่รัฐส่วนกลางเข้าไปแทรกแซงหรือตรวจสอบได้ยาก เช่น พื้นที่ชายแดนเมียนมา หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษบางแห่งในลาวพื้นที่เหล่านี้กลายเป็น “เกาะกลางกฎหมาย” ที่อาเซียนยังไม่มีกลไกกลางในการเข้าไปตรวจสอบร่วมกัน ทำให้กลุ่มทุนเทาสามารถใช้พื้นที่เหล่านี้ตั้งฐานฟอกเงินและศูนย์บัญชาการดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย แม้รัฐบาลกลางของประเทศนั้นๆจะพยายามกวาดล้างในพื้นที่อื่นแล้วก็ตามนอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเกี่ยวกับ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกันและความทุจริตเชิงโครงสร้าง ด้วยว่า...ประสิทธิภาพและเจตจำนงทางการเมือง รวมถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในแต่ละประเทศมีความเหลื่อมล้ำกันสูงมากประเด็นสำคัญ...ตราบใดที่ระบบราชการหรือเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นบางคนบางกลุ่มในบางประเทศยังสามารถถูกซื้อด้วยระบบ “ส่วย” และ “สินบน” (ดังที่ปรากฏการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกัมพูชา) การร่วมมือกันระดับอาเซียนจะกลายเป็นลักษณะ “ปราบจุดนี้ แต่วิ่งไปโตอีกจุด”เมื่อประเทศหนึ่งกดดันหนัก “ทุนเทา” ก็แค่ “ย้ายฐาน” ไปยังจุดที่เจ้าหน้าที่อ่อนแอหรือทุจริตได้ง่ายกว่าเดิมโดยไม่มี วันหมดสิ้นในการรับมือกับ “เครือข่ายทุนจีนสีเทา” และ “แก๊งคอล เซ็นเตอร์” นักวิชาการด้านความมั่นคงมองว่า แม้ในปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนจะมีเครื่องมือและกรอบความร่วมมือหลายฉบับ แต่ยังมี “ช่องโหว่เชิงโครงสร้างและกระบวนการ” ที่สำคัญดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้การจะปิดตายเส้นทางการเงินและทำลายโครงสร้างของกลุ่มทุนจีนสีเทาอย่างแท้จริง อาเซียนจำเป็นต้องก้าวข้ามความร่วมมือแบบ “ต่างคนต่างทำรายงานผลงาน” ไปสู่การสร้าง “กองบัญชาการและหน่วยปฏิบัติการทางการเงินเฉพาะกิจร่วมแห่งอาเซียน”ที่มี “อำนาจ” ในการสั่งอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลและสืบสวนข้ามพรมแดนได้แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องรอขั้นตอนทางธุรการที่ยาวนานครับหากเจาะลึกเข้าไปในมิติความซับซ้อนที่แท้จริง ระบบนิเวศแก๊งคอลเซ็นเตอร์...มิจฉาชีพออนไลน์ ในภูมิภาคแม่น้ำโขง (กัมพูชา เมียนมา ลาว) จะพบว่าปัญหาขบวนการข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอาชญากรรมพื้นฐานทั่วไป แต่ทำงานในลักษณะ “รัฐซ้อนรัฐ” และมีพลวัตการปรับตัวที่ก้าวล้ำกว่ากฎหมายอยู่เสมอขบวนการทุนจีนสีเทาไม่ได้ตั้งฐานทัพในพื้นที่ทั่วไป แต่จงใจเลือกทำเลที่เรียกว่า “พื้นที่สีเทาทางกฎหมาย” เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ หรือในกัมพูชา เช่น เกาะกง หรือบางพื้นที่ในสีหนุวิลล์ พื้นที่เหล่านี้มักได้รับสิทธิพิเศษในการบริหารจัดการตนเอง มีระบบรักษาความปลอดภัยแยกต่างหากทำให้ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ส่วนกลางเข้า “ตรวจสอบ” ได้ยาก ดังที่กล่าวไปแล้วถัดมา...พื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์กองกำลังติดอาวุธ ในเมียนมา เช่น เมืองเล้าก่าย, เมียวดี, โกก้าง รัฐบาลทหารเมียนมาไม่สามารถใช้อำนาจรัฐได้อย่างเต็มที่ กลุ่มทุนสีเทาจึงเข้าทำสัญญาผลประโยชน์ร่วมกับกองกำลังท้องถิ่นที่มีกองกำลังติดอาวุธคุ้มกันข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าเมื่อกัมพูชาเริ่มกวาดล้างหนักขึ้น กลุ่มทุนเหล่านี้เพียงแค่ขนย้ายอุปกรณ์บุคลากรข้ามแม่น้ำโขง...ข้ามชายแดนด่านธรรมชาติไปกบดานในเมียนมาหรือลาวทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง เครือข่ายทุนจีนสีเทาไม่ได้ทำงานเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างดิ่งตรง แต่เป็นแบบเครือข่ายแมงมุม...หัวหน้าไม่เคยอยู่ในพื้นที่เศรษฐศาสตร์การเมืองของ “เม็ดเงินสีเทา” ในท้องถิ่น ความซับซ้อนที่สุดคือ เงินเหล่านี้กลายเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ของเศรษฐกิจท้องถิ่นในประเทศกำลังพัฒนา บทสรุปก็คือ...ขบวนการเหล่านี้ก็จะยังคงหมุนเวียนเปลี่ยนที่อยู่ เป็นภัยคุกคามไร้พรมแดนต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น หรือปิดฉากไปง่ายๆ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม