นี่แค่เบื้องต้น...จากจำนวนผู้สมัครสอบ 4 แสนคนเบื้องต้นพบแล้ว 5 พันราย จาก 1.5 หมื่นชื่อลองคิดดูที่เหลือจะมีอีกเท่าใดนี่ถือเป็นการโกงแบบมโหฬารสุดจะพรรณนาอีกส่วนได้สอบพบว่า มีผู้ร่วมขบวนการทั้งข้าราชการ นักการเมือง เจ้าหน้าที่อีก 1,000 กว่าคน งานนี้ต้องบอก“งานช้าง”...จริงๆนอกจากมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสอบสวนตามที่รับผิดชอบแล้ว นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยังตั้งกรรมการพิเศษ“ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเนื่องจากเคยรับราชการแล้วยังดูแลด้านกฎหมายของกฤษฎีกา เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือว่า ทุกอย่างจะต้องตรงไปตรงมาเพราะมิฉะนั้นรัฐบาลจะเสียหายได้นอกจากนั้น กระทรวงมหาดไทยต้นสังกัดก็ได้ตั้งกรรมการสอบ พบเบื้องต้นมี 5 ข้าราชการจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเกี่ยวข้องด้วยจึงสั่งย้ายและตั้งกรรมการสอบวินัยโดยอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งต้อง รับผิดชอบโดยตรงเป็นหัวขบวน หากพบว่ามีความผิดก็โดนแน่ดูตามรูปการณ์แล้วการที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังอย่างเป็นระบบอย่างนี้คงรอดยาก เพราะทุกอย่างเหมือนตาข่ายที่ครอบคลุมเอาไว้ทั้งหมดใครรอดได้ก็ถือว่าโชคดีไปแต่รอดเพราะสาวไม่ถึงหรือเส้นถึงนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง...แต่ทั้งหมดทั้งปวง คดีนี้ถ้าไม่โปร่งใสมีตุกติกจนจับพิรุธได้ ผู้รับผิดชอบไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีคงอยู่หน้าทนไม่ได้แน่เพราะประชาชนจับตาดูทั้งประเทศองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องส่งเสริมและผลักดันให้เข้มแข็งเพราะถ้าองค์กรนี้เสื่อมถอย ประชาธิปไตยก็ไปไม่รอดนักการเมืองที่เดินถนนสายนี้ จึงต้องให้ความสำคัญและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา มิฉะนั้นก็ต้องไปใช้ระบอบอื่นที่ทุกคนไม่ปรารถนาถ้าข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่มาจากการโกงด้วยเงินซื้อหาตำแหน่งอย่างนี้มันก็พังกันทั้งระบบทำให้ขาดความเชื่อศรัทธา เกิดการทุจริต อำนาจการเมืองครอบคลุมได้ทั้งหมด ไม่ต่างไปจากการเมืองในระบอบสีน้ำเงินที่ดำรงอยู่ถึงที่สุดคนทั้งประเทศคงอยากจะเห็นหน้าเห็นตาว่า ใครเป็นใครกันบ้างที่หาญกล้าทำเรื่องนี้ได้เพราะไม่ใช่ธรรมดาแน่โดยเฉพาะ “นักการเมือง” ที่เกี่ยวข้องด้วย!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม