“ประเทศไทย” จำเป็นต้องเพิ่ม จำนวนแพทย์แต่การเพิ่มจำนวนแพทย์ไม่ควรแลกกับการลดคุณภาพการศึกษา ประเด็นสำคัญคือ...ขอให้ท่านรัฐมนตรี ทบทวนนโยบาย เพิ่มคณะแพทย์ เนื่องจากกังวลเรื่องคุณภาพ และความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของแพทย์เองอาคารเรียนสามารถสร้างได้ภายในไม่กี่ปี แต่การสร้างครูแพทย์ที่ดีต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ การวางนโยบายจึงควรมุ่งสร้างสมดุลระหว่าง “ปริมาณ” และ “คุณภาพ” เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับการดูแลจากแพทย์ที่มีมาตรฐานสูง มีจริยธรรม และมีความพร้อมในการรับมือกับความซับซ้อนของระบบสุขภาพในอนาคตการปฏิรูปการผลิตแพทย์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการสร้างคณะแพทยศาสตร์เพิ่ม แต่คือการสร้างระบบการศึกษาแพทยศาสตร์ที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และรับผิดชอบต่อสังคมไทยในระยะยาวคำถามคือ...ประเทศไทยมี “อาจารย์แพทย์” เพียงพอแล้วหรือยัง โรงพยาบาลสมทบยังมีศักยภาพรองรับนักศึกษาเพิ่มได้อีกเท่าใด หรือ...เรากำลังผลักภาระทั้งหมดไปยังอาจารย์แพทย์และโรงพยาบาลชุดเดิม จนคุณภาพการเรียนการสอนค่อยๆลดลงปัจจุบันประเทศไทยผลิตแพทย์อยู่แล้วประมาณ 3,000 คนต่อปี นั่นหมายความว่า แม้ไม่มีนโยบายใหม่ อีก 10 ปี ประเทศก็จะมีแพทย์ใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 30,000 คนการประกาศเป้าหมายผลิตแพทย์ 22,000 คน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่เมดิคอลฮับ อาจเป็นคำพูดที่ฟังดูยิ่งใหญ่ สร้างความหวัง และได้รับเสียงปรบมือบนเวทีนโยบาย แต่สำหรับคนที่อยู่ในวงการแพทย์ คำถามสำคัญกลับไม่ใช่ “จะผลิตแพทย์กี่คน”...หากแต่คือ “ประเทศมีแผนรองรับแล้วหรือยัง?”“ประชาคมแพทย์” ขอเรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทบทวนแนวทางดังกล่าวอย่างจริงจัง หากการบรรลุเป้าหมายนี้ต้องอาศัยการเปิดคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ประเทศไทยยังไม่มีแผนกำลังคนแพทย์แห่งชาติ...ที่บูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง อว. กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา หน่วยงานด้านแพทยศาสตรศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการผลิต “แพทย์” ไม่ใช่การผลิต “สินค้าในโรงงาน”...แพทย์หนึ่งคนต้องใช้เวลาเรียนอย่างน้อย 6 ปี ใช้งบประมาณของประเทศจำนวนมหาศาล ใช้อาจารย์แพทย์จำนวนมาก ใช้โรงพยาบาลสมทบที่มีศักยภาพ ใช้ผู้ป่วยจริงเป็นห้องเรียน และต้องอาศัยระบบกำกับมาตรฐานที่เข้มแข็งสำคัญคือ...ประกาศผลิตแพทย์ดูเงินในกระเป๋าตัวเองก่อน และมีเงินจ้างอาจารย์โรงเรียนแพทย์หรือเปล่า? ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” บอกว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญด้านกำลังคนทางการแพทย์ ทั้งจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และภาระงานที่สูงขึ้นของบุคลากรทางการแพทย์ การเพิ่มจำนวนแพทย์จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญและจำเป็น อย่างไรก็ตามการเพิ่มจำนวนแพทย์และการเพิ่มจำนวนคณะแพทยศาสตร์ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน...ที่ผ่านมามีข้อเสนอให้แต่ละจังหวัดมีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนแพทยศาสตร์ หรือเพิ่มจำนวนที่นั่งเรียนแพทย์อย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในภูมิภาค แม้นโยบายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่ดี แต่ประสบการณ์จากหลายประเทศแสดงให้เห็นว่า หากการขยายตัวเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าศักยภาพของระบบการศึกษาแพทยศาสตร์ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพบัณฑิต ความปลอดภัยของผู้ป่วย และความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขในระยะยาว “ความปลอดภัยของประชาชนต้องเป็นศูนย์กลางของนโยบายผลิตแพทย์”การตัดสินใจเกี่ยวกับจำนวนคณะแพทยศาสตร์และจำนวนบัณฑิตแพทย์ไม่ใช่เพียงประเด็นทางการศึกษา แต่เป็นประเด็นด้านความปลอดภัยสาธารณะ ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาจากแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเพียงพอ ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ “การรักษาพยาบาลแตกต่างจากวิชาชีพอื่นตรงที่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่ความพิการถาวร การสูญเสียคุณภาพชีวิต การเสียชีวิตของผู้ป่วย” ดังนั้น นโยบายเพิ่มการผลิตแพทย์จึงต้องคำนึงถึงคุณภาพการฝึกอบรมเป็นสำคัญ หากมีการขยายกำลังการผลิตเร็วกว่าศักยภาพของระบบการศึกษา ประชาชนอาจกลายเป็นผู้รับความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว การรักษามาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์จึงไม่ใช่การปกป้องวิชาชีพแพทย์ แต่เป็นการปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกอีกว่า ความรับผิดชอบทางวิชาชีพของแพทย์รุ่นใหม่ภาระที่เพิ่มขึ้นจากระบบที่ไม่สมดุล แพทย์จบใหม่ในปัจจุบันต้องเผชิญกับความซับซ้อนทางการแพทย์มากกว่าที่เคย ทั้งจากสังคมสูงวัย โรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกัน เทคโนโลยีการรักษาที่ซับซ้อน ความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้น การตรวจสอบทางกฎหมายและสังคมที่เข้มข้นขึ้นขณะเดียวกันแพทย์รุ่นใหม่จำนวนมากต้องทำงานในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัด บางแห่งมีผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ ระบบพี่เลี้ยงไม่สมบูรณ์ ภาระงานเกินกำลัง...ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน หากการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นโดยที่ “คุณภาพการฝึกอบรม” และ “ระบบสนับสนุน” ไม่เพิ่มขึ้นตามจริง ผลกระทบจะไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้ป่วยเท่านั้น แต่จะตกอยู่กับแพทย์รุ่นใหม่โดยตรง ซึ่งอาจต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้กำหนด “สังคมไทย”...จึงควรตั้งคำถามว่า เราต้องการเพียง “จำนวนแพทย์ที่มากขึ้น” หรือเราต้องการ “แพทย์ที่ได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างเพียงพอที่จะดูแลประชาชนอย่างปลอดภัย”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม