ฮือฮากลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์” หรือ “พูดจากันทั้งมือง” พอสมควร สำหรับบทความเรื่อง “บ้านพักผู้สูงวัย...ความท้าทายบั้นปลายชีวิต” ที่เผยแพร่โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อ 2-3 วันที่แล้วเพราะนอกจากจะให้ข้อมูลให้ความรู้เพื่อเป็นการเตือนความทรงจำอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศไทยของเราเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2567 และจะก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ภายในปี 2576 หรืออีก 7 ปีข้างหน้าอันหมายถึงว่าประเทศไทยเราจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลให้ความต้องการในการดูแลผู้สูงอายุในด้านต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน ที่อยู่อาศัย ในบั้นปลายชีวิตแม้จะมีข้อมูลว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่กับครอบครัว แต่สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคนรุ่นเจน y และเจน z ซึ่งเริ่มมีบุตรน้อยลงก็เริ่มกังวลเรื่องการอยู่โดยไม่มีผู้ดูแลในยามตัวเองสูงอายุมากขึ้นส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัย “พิเศษ” สำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยของเราเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวสภาพัฒน์รายงานด้วยว่า แม้ปัจจุบันจะมีการลงทุนด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่พอเพียงกับความต้องการ และส่วนใหญ่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าผู้สูงอายุที่มีรายได้ปานกลางจะแบกรับได้ในขณะที่บ้านพักหรือสถานที่พักของภาครัฐ ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ในเกณฑ์รับได้นั้นก็มีไม่พอเพียง และต้องรอคิวนานมากกว่า“ผู้สูงอายุ” จะได้มีโอกาสเข้าอยู่อาศัยโดยเฉพาะ “บ้านบางแค” บ้านพักผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีของคนไทยทั้งประเทศนั้น ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ต้องรอคิวนานถึง 15 ปี เพราะมีผู้สูงอายุจองคิวอยู่แล้วประมาณ 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คนเท่านั้นประเด็นเรื่องรอคิว “บ้านบางแค” 15 ปีนี่แหละครับที่กลายเป็นข่าวพาดหัว และกลายเป็น “เรื่องที่พูดจากันทั้งเมือง” หรือ “ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์” อย่างน้อยก็ในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะอาจกล่าวได้ว่า น่าจะรู้จักและเคยได้ยินชื่อนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆด้วยซํ้าหลายๆคนยังเคยแอบฝันเวลานั่งรถผ่าน “บ้านบางแค” ว่า...สักวันหนึ่งสถานที่แห่งนี้จะเป็น “วิมานสุดท้าย” ของเราจึงเกิดความรู้สึก “ช็อก” เมื่อพบตัวเลขเข้าคิวอันแสนโหด ต้องรอถึง 15 ปี ดังที่รายงานระบุไว้โดยส่วนตัวผมรู้จักและได้ยินชื่อ “บ้านบางแค” ตั้งแต่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ที่นครสวรรค์ เพราะตามประวัติระบุว่าเปิดใช้มาตั้งแต่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2496 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ใช้ชื่อในยุคโน้นว่า “สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค”จากปี 2496 มาถึงปี 2569 ปีนี้ ฉะนั้นบ้านหลังนี้จะมีอายุครบ 73 ปีเต็ม ในวันที่ 1 มิถุนายน อีกไม่กี่วันข้างหน้านี่แหละครับต้องขอขอบคุณ สภาพัฒน์ ที่นำเสนอบทความชิ้นนี้อีกครั้ง (ความจริงยังมีรายละเอียดอีกมาก และมีตัวอย่างจากต่างประเทศด้วย มีโอกาสฝากให้ติดตามอ่านด้วย เข้าไปดูในเว็บ สภาพัฒน์ น่าจะมี) เพื่อเป็นการย้ำว่า “สังคมไทย” เราใกล้เป็น “สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด” เข้ามาทุกขณะ จึงมีปัญหารออยู่มากมายที่สำคัญถือเป็นการเตือนสติให้คนไทยเราเจียมเนื้อเจียมตัวลงบ้าง...ว่าเราเป็นประเทศแก่แล้วหนอ...จะให้กระฉับกระเฉงเหมือนประเทศหนุ่มกว่า (อย่างเวียดนามได้อย่างไร)แล้วใครล่ะที่ทำให้เป็นเช่นนี้? ก็พวกเราคนแก่นี่แหละที่ดันไม่ยอมแต่งงาน และไม่ยอมมีลูกก็เลยไม่มีใครมาเลี้ยงดูตอนสูงอายุจะไปอยู่สถานเลี้ยงดูคนแก่เอกชนก็แพงสู้ไม่ไหว ครั้นจะไปเข้าคิวอยู่บ้านที่รัฐจัดไว้ก็ต้องรอถึง 15 ปี...และต่อไปคงจะนานเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ 20 ปี–30 ปีแน่ๆ จองตอนอายุ 60 ปี ได้อยู่ตอน 90 ปีโน่นเลย หรือไม่จองแล้วก็หมดสิทธิ์ไปอยู่ เพราะสิ้นอายุขัยเสียก่อน...เฮ้อ!"ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม