เสียงคำรามของเลื่อยโซ่ยนต์ในยามวิกาล หรือควันโขมงจากการเผาเคลียร์พื้นที่เพื่อแปลงสภาพเป็นพืชเศรษฐกิจ อาจไม่ใช่ภาพแปลกตาอีกต่อไปในภูมิทัศน์ป่าไม้ไทยยุคปัจจุบันหากแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการบุกรุกแบบฮาร์ดคอร์ที่ว่านี้ คือ... การรุกคืบผ่าน “ตัวบทกฎหมาย” นโยบายรัฐและสัมปทานเชิงโครงสร้าง? ที่กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “การพัฒนาประเทศ” กับ “การฮุบผืนป่า” เลือนรางลงทุกที เป็นอีกประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ...ประเทศไทยใน พ.ศ.นี้ กำลังเผชิญหน้ากับหมุดหมายสำคัญในงาน “สืบปณิธาน 36 ปี สืบ นาคะเสถียร” เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ บริเวณด้านหน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ผศ.ดร.ปารเมศ กำแหงฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธีสดุดีรำลึกถึง “สืบ นาคะเสถียร”และวางพวงมาลาต้นไม้หน้ารูปปั้น “สืบ นาคะเสถียร” นิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวนศาสตร์ วน.รุ่นที่ 35 เคยอยู่รุ่นที่ 29 เพื่อร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีและสืบสานเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผืนป่า สัตว์ป่าพร้อมจัดกิจกรรมเสวนาเข้มข้นเกี่ยวกับการอนุรักษ์ อาทิ ชนเผ่าพื้นเมืองกับพื้นที่ป่า ใครมาก่อนกาล เมื่อบ้านกลายเป็นเขตป่าอนุรักษ์, การสร้างเขื่อนและผลกระทบ วิกฤติเขื่อนโขงกับบ้านหลังสุดท้าย, การลักลอบค้าสัตว์ป่า ชีวิตที่ถูกตีราคา จากป่าสู่กรงขัง, สัตว์ป่า ป่าลด ช้างล้น วิกฤติช้างไทย ใครช่วยได้เมื่อวาระครบรอบ 36 ปี การจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร” เวียนมาบรรจบ...ย้อนกลับไปในวันวาน 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา เราสูญเสียหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งผู้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องผืนป่า แต่คำถามที่ดังระงมในวันนี้คือ ปณิธานที่เขาทิ้งไว้ กำลังนำพาเราไปสู่ “โอกาส” แห่งการตื่นรู้หรือ...เป็นเพียง “ความสิ้นหวัง” ต่อหน้าอำนาจทุนและนโยบายรัฐที่หิวกระหายทรัพยากรมากขึ้นทุกขณะ?ปฏิเสธไม่ได้ว่า แรงกดดันต่อผืนป่าไทยในปัจจุบันทวีความซับซ้อนและแยบยลยิ่งขึ้น การพุ่งเป้าใช้ประโยชน์จากผืนป่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าหรือล่าสัตว์แบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับสู่...“เกมอำนาจ” ทั้งในรูปแบบทางตรง ทางอ้อม ถูกกฎหมาย และกึ่งถูกกฎหมาย...หรือเปล่า?ในมิติของกฎหมายและนโยบายรัฐ เราเห็นความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือป่าเศรษฐกิจให้ทุนขนาดใหญ่เข้ามาเช่าใช้ประโยชน์ การส่งเสริมพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่รุกคืบขอบป่า ตลอดจนข้อเสนอเชิงนโยบายที่พยายาม “ปลดล็อก” ข้อจำกัดทางกฎหมายป่าไม้ ด้วยข้ออ้างเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากทว่า...ในความเป็นจริง มักปรากฏภาพย้อนแย้งว่า ผลประโยชน์จากการใช้ประโยชน์ป่าเหล่านี้มักตกอยู่ในมือของ “กลุ่มทุน” หรือ “ผู้มีอิทธิพล” ขณะที่ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม...ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติฝุ่นพิษ PM2.5 ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน หรือความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกลับถูกผลักให้เป็นภาระของประชาชนผืนป่า...ถูกซอยย่อย ถูกเจาะอุโมงค์ พาดผ่านด้วยถนน หรือถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นสินค้าในระบบทุนนิยมอย่างไร้ความปรานี หวนให้นึกถึงประโยคกินใจ “ป่าเก็บไว้เฉยๆ ก็มีประโยชน์” ซึ่งอาจจะสะท้อนความจริงที่โลกทุนนิยมหลงลืม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...ท่ามกลางกระแสการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเลข GDP มีมุมคิดอันแหลมคมชุดหนึ่งที่สังคมไทยมักหลงลืมและมองข้าม นั่นคือวาทกรรมที่ว่า “ป่าเก็บไว้เฉยๆก็มีประโยชน์”ในสายตานักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหรือผู้มีอำนาจรัฐ การปล่อยให้ผืนป่าตั้งอยู่เฉยๆโดยไม่ถูกนำมา “แปรรูป” เป็นรายได้ อาจถูกมองว่าเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เป็นทรัพยากรที่ไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม แต่มุมมองเชิงนิเวศวิทยาและระบบโลกได้พิสูจน์แล้วว่า “การอยู่เฉยๆ” ของป่า คือหัวใจสำคัญที่สุด...ในการพยุง “ชีวิต” ของ “โลก” ใบนี้“ป่า” ที่ยืนต้นอยู่เฉยๆคือโรงงานผลิตออกซิเจนขนาดมหึมา เป็นฟองน้ำธรรมชาติที่ซับน้ำฝนป้องกันอุทกภัย เป็นคาร์บอนซิงค์ที่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกบรรเทาภาวะโลกร้อน และเป็นบ้านหลังใหญ่ที่รักษาความสมดุลของห่วงโซ่อาหาร การรักษาป่าไว้เฉยๆจึงไม่ใช่การแช่แข็งการพัฒนาแต่...เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อความมั่นคงระยะยาวของมนุษยชาติ การไปรบกวน รุกราน หรือแปลงสภาพป่าเหล่านี้ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ระยะสั้น จึงเปรียบเสมือนการเผาบ้านเพื่อแลกกับความอบอุ่นชั่วคราวในคืนที่หนาวเหน็บ...“36 ปีสืบ นาคะเสถียร” ในวันนี้อาจจะเป็นทางแพร่งแห่ง “ความหวัง” และ “ความสิ้นหวัง” หรือไม่? การรำลึกถึง “สืบ นาคะเสถียร” ทุกๆวันที่ 1 กันยายน จึงไม่ใช่แค่พิธีการรำลึกถึงวีรบุรุษผู้ล่วงลับ แต่เป็นการประเมิน “สุขภาพทางจริยธรรม” ของสังคมไทยว่า...“เราเดินทางมาไกลแค่ไหนจากจุดที่เขายกปืนขึ้นปลิดชีพตัวเองเพื่อส่งเสียงเตือนและเรียกร้องให้สังคมหันมาตระหนักถึงปัญหาการทำลายป่า”ในมุมหนึ่ง ความจริงอันโหดร้ายทำให้หลายคนรู้สึก “สิ้นหวัง” เมื่อมองเห็นกฎหมายสิ่งแวดล้อมหลายฉบับถูกทรกรรมเพื่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน แรงกดดันจากการใช้ที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร และความเพิกเฉยของกลไกภาครัฐ นี่กระมังที่เกิดเสียงสะท้อนจากแนวหน้าของพิทักษ์ป่าหลายคนบอกตรงกันว่า...“งานอนุรักษ์ทุกวันนี้...ยากลำบากและโดดเดี่ยวไม่แพ้ในอดีต”แต่อีกมุมหนึ่ง ในความมืดมิดนั้น พลังแห่งการอนุรักษ์ก็กลับไม่เคยดับสูญเฉกเช่นเดียวกัน พลังของคนรุ่นใหม่ นักกิจกรรมทางสังคม ชุมชนท้องถิ่นที่ลุกขึ้นมาปกป้องป่าชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชนที่ตรวจสอบโครงการรัฐอย่างดุเดือด คือ...ประกายไฟที่จุดความหวังให้ยังคงลุกโชนนี่คือ “โอกาส” เดียวที่เรามี โอกาสในการเปลี่ยนผ่านจากการอนุรักษ์แบบตั้งรับ มาเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันร่วมกันของสังคม “ป่าไม้”...ไม่ใช่ “สินค้า” แต่เป็น “บ้าน” และ “ชีวิต” ที่เราต้องปกป้อง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม