เหลือบตาดูพาดหัว นสพ.ยิวโจมตีครั้งล่า คนเลบานอนตายอีก 14 ผมกำลังคิดว่าถ้า คาลิล ยิบราน ผู้ซึ่งตายไปเกือบร้อยปี คนผู้ที่เรียกบุรุษลึกลับ คนเคร่งศาสนา นักปรัชญา ผู้พยากรณ์ หากเขาฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา เขาจะเขียนถึงบ้านเกิดเมืองนอนของเขาว่าอย่างไร?ในหนังสือ “คาลิล ยิบราน” เล่ม “เพื่อนร่วมชาติของข้า” (น.ชยานุตม์ แปล แสงดาว พิมพ์ ครั้งที่ 3 พ.ศ.2568) ผมอ่านถึงเรื่อง “ความเป็นทาส” เดาเอา ตอนนั้นเลบานอน เพิ่งแยกตัวออกจากซีเรียไม่นาน...อยากรู้สภาพเลบานอนตอนนั้น แตกต่างจากตอนนี้แค่ไหน... ลองอ่านกันดูประชาชนเป็นทาสของชีวิต และการเป็นทาสนี้เองที่ทำให้วันของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความทุกข์และหดหู่ และทำให้คืนของพวกเขานองไปด้วยน้ำตา และความปวดร้าวข้าพบความเป็นทาสบอด ที่พันผูกปัจจุบันของประชาชนกับอดีตของบิดามารดาของพวกเขา และเร่งร้องให้พวกเขาเอง ยอมจำนนต่อขนบธรรมเนียมประเพณี นำวิญญาณเก่าเข้าใส่ในร่างใหม่ข้าพบความเป็นทาสใบ้ ที่ผูกมัดชีวิตของชายกับภรรยาซึ่งเขาชิงชัง และทอดกายของสตรีในที่นอนของสามีผู้เกลียดชัง ทำให้ชีวิตของทั้งสองตายทางจิตใจข้าพบความเป็นทาสหนวก ที่อุดตันวิญญาณและหัวใจที่ทำให้มนุษย์มีแต่เสียงกังวานที่ว่างเปล่า และเงาอันน่าสมเพชของร่างกายข้าพบความเป็นทาสที่แยบยล ที่ตั้งชื่อสิ่งต่างๆเป็นอย่างอื่น เรียกเล่ห์เหลี่ยมว่าความฉลาด และความโง่เขลาเบาปัญญาว่าความรู้ และความอ่อนแอว่านิ่มนวล และการขลาดว่าการปฏิเสธที่แข็งขันข้าพบความเป็นทาสที่น้าวโน้ม ที่ทำให้ประเทศชาติหนึ่งยอมตามกฎหมายและข้อบังคับของอีกประเทศชาติหนึ่ง และความน้าวโน้มนี้มากขึ้นแต่ละวันข้าพบความเป็นทาสชั่วนิรันดร์ ที่สวมมงกุฎโอรสของพระเจ้าแผ่นดินเป็นกษัตริย์ และหาได้คำนึงถึงคุณธรรมไม่ ข้าพบความเป็นทาสมืดที่ประทับตราความน่าอับอายและขายหน้าแก่บุตรของอาชญากรไว้ตลอดกาลเมื่อพิจารณาไตร่ตรองความเป็นทาส จะพบว่ามันมีอำนาจร้ายแห่งความต่อเนื่องและแพร่ระบาดเมื่อข้าเบื่อหน่ายต่อการติดตามยุคสมัยที่เลวร้ายเหล่านี้ ระอาต่อการเฝ้าดูขบวนของมนุษย์สมัยหิน ข้าเดินไปอย่างโดดเดี่ยวในหุบเขาแห่งเงาของชีวิต ที่ซึ่งอดีตพยายามซ่อนเร้นตัวเองในความผิด และวิญญาณของอนาคตพับตัวเอง และหยุดพักผ่อนเป็นเวลานานณ ที่นั้น ณ ชายน้ำแห่งเลือดและน้ำตาที่ไหลเลื้อยดังงูพิษร้าย และบิดเบือนดุจความฝันของอาชญากร ข้าฟังเสียงกระซิบอันตระหนกของภูติปีศาจแห่งการเป็นทาส และเพ่งดูความว่างเปล่าครั้นเที่ยงคืนมาถึง และวิญญาณปรากฏตัวจากที่ซ่อน ข้ามองเห็นปีศาจซีดเผือดตนหนึ่งที่กำลังสิ้นลม คุกเข่าลงจ้องมองดวงจันทร์ ข้าเดินเข้าไปหานาง ถามขึ้นว่า “นางมีชื่อว่ากระไร”“ข้าชื่อเสรีภาพ” เงาอันน่ากลัวของซากศพนั้นตอบ และข้าซักต่อ “ลูกหลานของนาง อยู่ ณ ที่ใดเล่า”เสรีภาพซึ่งน้ำตานองหน้าและอ่อนระโหย พูดหอบๆว่า“คนหนึ่งถูกตรึงกางเขนตาย อีกคนเป็นบ้าตาย และคนที่สามยังไม่เกิด”นางกะโผลกกะเผลกจากไป และกล่าวต่อ ทว่า หมอกในดวงตาของข้า และเสียงร้องจากดวงใจของข้า ทำให้ข้าหามองเห็นและได้ยินไม่อ่านเรื่องความเป็นทาสตั้งแต่ต้นจนจบ ผมไม่แค่คิด คาลิล ยิบราน กำลังพรรณนาถึงเลบานอนวันนี้...และเมื่อย้อนไปอ่านประโยค ลูกหลานของเสรีภาพสามคน คนแรกถูกตรึงกางเขนตาย อีกคนเป็นบ้าตาย และคนที่สามยังไม่เกิด เอ้อ! สาบาน! ผมเผลอคิดไปเป็นเรื่องในบ้านเมืองเราเอง.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม