กลายเป็น “โจทย์หิน” ของวงการสาธารณสุข ไทยมานานนับสิบปี สำหรับ “เมลิออยโดสิส (Melioidosis)” โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ซ่อนตัวอยู่ในดินและน้ำแฝงลึกอยู่ในวิถีชีวิตเกษตรกร ด้วยว่า...นี่ไม่ใช่โรคที่จะกำจัดให้สิ้นซากได้ด้วยวัคซีน แต่เป็น “ภัยถาวร” ที่คนไทยต้องเรียนรู้...ที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างมีการจัดการความเสี่ยง ตอกย้ำ “เมลิออยโดสิส”...เป็นภัยเงียบที่กำจัดไม่ได้ เตือนคนไทยต้อง “อยู่ร่วมอย่างมีกึ๋น” เมื่อสัตว์...ดิน...น้ำ คือแหล่งกักโรคถาวรอัปเดตสถานการณ์ พลิกแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับ “เมลิออยโดสิส” หรือ “โรคไข้ดิน” (เมษายน 2569) ในช่วงต้นปี 2569 พบผู้ป่วยสะสมแล้วกว่า 732 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 23 ราย โดยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาพื้นที่เฝ้าระวัง...ยังคงระบาดหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เขตสุขภาพที่ 7 ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์) แต่ที่น่ากังวลคือเริ่มพบรายงานเคสในพื้นที่อื่นๆมากขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนย้ายดินและสภาพอากาศที่แปรปรวนกลุ่มเสี่ยง...ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะ เบาหวาน (พบร่วมกับโรคนี้สูงสุด) โรคไตเรื้อรัง และธาลัสซีเมียประเด็นสำคัญมีว่า ปัจจัยเร่งมาจากสภาวะ “โลกร้อน” ข้อมูลปี 2569 ชี้ชัดว่า สภาวะอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ส่งผลโดยตรงต่อการระบาด...ฝนที่ตกหนักและลมกระโชกแรงทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดินฟุ้งกระจายขึ้นมาเป็นละอองฝอย ทำให้คนสามารถ “หายใจเอาเชื้อเข้าสู่ปอด” ได้โดยตรง...ไม่ต้องมีแผลก็ติดได้ ทำให้พบผู้ป่วยที่มีอาการ “ปอดบวมรุนแรง” เพิ่มขึ้นในช่วงมรสุมศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ย้ำว่า โรคเมลิออยโดสิสที่เกิดจากเชื้อ Burkholderia pseudomallei คือตัวอย่างคลาสสิกของ “เชื้อโรคสิ่งแวดล้อมสู่คน”....ที่มีอุปสรรคในการควบคุมระดับ “คอขวด”“เมลิออยโดสิสไม่ใช่โรคที่กำจัดได้ แต่เป็นโรคที่ต้องอยู่ร่วมอย่างมีการจัดการความเสี่ยง...โรคนี้เป็นโรคที่ไทยรู้จักมานานนับสิบปี แพทย์ที่อยู่เมืองไทยน่าจะรู้จักกันทุกคน แต่ยังควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะในบริบทเขตร้อนแบบเรา...อุปสรรคหลักในการควบคุมป้องกัน ทำไมควบคุมยากโดยธรรมชาติ” นับจาก เชื้อ...Burkholderia pseudomallei แหล่งกักเก็บ เชื้อโรค ถาวร...ดิน...น้ำ ตามธรรมชาติในสิ่งแวดล้อม...การติดต่อผ่านผิวหนัง...สูด ละออง...ทางการกิน กระทบ...คนและสัตว์ โดยสัตว์สามารถเก็บกักโรค โดยไม่มีอาการหรือมีอาการก็ได้ และส่งต่อทำให้เกิดโรคในคนดังนั้น “ไม่ใช่โรคที่ตัดวงจรแบบวัคซีนอย่างเดียวได้” เพราะแหล่งเชื้ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ...สาเหตุที่โรคนี้ยังคงอาละวาดหนัก มาจากปัจจัยที่ยากจะหลีกเลี่ยง ได้แก่ เชื้อ “อึด...ถึก...ทน” แหล่งกักเก็บโรคคือดินและน้ำตามธรรมชาติ ต่อให้กำจัดอย่างไรก็ไม่หมด เชื้อทนร้อน ทนแล้ง และพร้อมจะฟุ้งกระจายกลายเป็น “ละอองฝอย” ทันทีที่ฝนตกหนักผนวกกับสัตว์คือ “พาหะเงียบ” ไม่ใช่แค่ในดิน แต่ในวัว ควาย แพะ หมู รวมถึงหมาและแมว สามารถเป็นพาหะโดยไม่แสดงอาการ ปล่อยเชื้อสู่สิ่งแวดล้อมได้ตลอดเวลาเมื่อเกราะป้องกันมนุษย์ “เปราะบาง”...คนไทยป่วยเป็น เบาหวาน โรคไต โรคสุราเรื้อรังสูงมากกลุ่มนี้คือเป้าหมายหลักที่เชื้อจะจู่โจมจนอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ง่ายกว่าคนปกติสะท้อนชัดวิถีชีวิตชาวนา เกษตรกรต้องสัมผัสดินและน้ำด้วยเท้าเปล่าทุกวัน การจะให้ใส่รองเท้าบูตหรือถุงมือตลอดเวลาในสภาพอากาศร้อนตับแลบของไทยนั้น “เป็นไปได้ยาก” ในทางปฏิบัติก็ยิ่งมีความเสี่ยง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกอีกว่า โรคนี้มีอาการหลากหลาย... ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นพิษ เกิดฝีหนอง ได้ในหลายระบบรวมทั้งสมองหากการวินิจฉัยล่าช้าและวินิจฉัยยาก มีความเสี่ยงผิดพลาดได้ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มาจาก “อาการจำแลง” ของโรคนี้ ที่มักถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นวัณโรค หรือปอดบวมธรรมดากว่า...จะเพาะเชื้อรู้ผล ผู้ป่วยอาจเข้าสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จนสายเกินแก้ แถมการรักษายังสุดโหด ต้องฉีดยาเข้าเส้นและกินยาต่อเนื่องนานหลายเดือน หากคนไข้ถอดใจหยุดยากลางคัน โรคจะ “รีแลปส์ (Relapse)” กลับมากำเริบซ้ำจนถึงแก่ชีวิต...ทั้งหมดก่อให้เกิดภาระต่อระบบสุขภาพ“เรากำจัดเชื้อไม่ได้เหมือนมาลาเรีย เพราะเชื้อนี้คือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศไปแล้ว” นี่คือความจริงอันน่าสะพรึงที่คนไทยต้องยอมรับ เมื่อเป็นเช่นนี้ทางรอดจึงไม่ใช่ “กำจัด” แต่คือ “การจัดการ”ในเมื่อ “วัคซีน” ยังไม่มีใช้จริง ทางออกเดียวที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เน้นย้ำคือการใช้กลยุทธ์ “One Health” หรือ “สุขภาพหนึ่งเดียว” คือ...การแจ้งเตือนตามฤดูกาล เมื่อเข้าหน้าฝน ต้องยกระดับความระวังสูงสุด...คุมเบาหวาน-โรคไต ลดความเปราะบางของร่างกาย เพื่อไม่ให้เชื้อเข้าสู่ระบบได้ง่าย เกษตรกร...ใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวและการทำความสะอาดรักษา แผลที่ผิวหนัง วินิจฉัยเร็ว...ห้องแล็บ และแพทย์ต้อง “เอะใจ” สงสัยโรคนี้ทันทีเมื่อพบฝีหนองในอวัยวะหรือปอดบวมรุนแรง และปรับพฤติกรรม แม้จะยาก แต่การดูแลบาดแผลและลดการสัมผัสดินน้ำโดยไม่ป้องกัน คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด บทสรุปของ “เมลิออยโดสิส” ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการฉีดวัคซีนแล้วจบไป แต่คือการ “รู้เท่าทัน...ระวังตัว ...รักษาสุขภาพ” เพราะภายใต้ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ อาจมีมัจจุราชที่ชื่อ “แบคทีเรีย” ที่ทำให้เกิด “โรคไข้ดิน” แฝงตัว รอจังหวะอยู่เสมอ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม