“อนุทิน” ตึงแต่เช้าตะเพิดสื่อ ก่อนนำถก 4 หน่วยงาน วางกรอบงบ ปี 70 สั่งปรับงบให้เข้ากับสถานการณ์ ยึดวินัยการเงิน-การคลัง-เสถียรภาพเศรษฐกิจ ปลื้มมูดีส์ขยับความน่าเชื่อถือไทย “เอกนิติ” ย้ำตัดส่วนที่ไม่จำเป็นทิ้ง เร่งดัน พ.ร.บ. โอนงบ 69 รวมกับงบกลาง ตั้งเป็นงบสำรอง 95,000-125,000 ล้าน “กระสุนด่วน” รองรับวิกฤติพลังงาน เอาแน่ ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน อ้างไม่กู้อันตรายกว่า นำมาสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจขยายตัว “นายกฯหนู” ชิ่งตอบยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ป.ป.ช. วอนขอให้เชื่อมั่นเล็งเคลียร์ปมสองมาตรฐาน “อภิสิทธิ์” ข้องใจกล้าแทงสวน คำวินิจฉัยศาล รธน. ยิ่งตอกย้ำภาพกินรวบองค์กรอิสระ โหวตลับ “พิมพ์ภัทรา” นั่ง ปธ.กมธ.แก้ฝุ่นพิษ “เอกราช” โต้ “ปิยบุตร-วิโรจน์” เจตจำนงยังมุ่งมั่นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบประมาณปี 70 กำชับรักษาวินัยการเงิน-การคลัง-เสถียรภาพ ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง เร่งดัน พ.ร.บ.โอนงบปี 69 รวบรวมเป็นเงินสำรอง 95,000-125,000 ล้านบาท กระสุนด่วนรับมือวิกฤติพลังงาน“อนุทิน” ตึงไล่สื่อพ้นห้องประชุมเมื่อเวลา 08.10 น. วันที่ 22 เม.ย. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย มีรัฐมนตรีช่วย ผู้บริหารกระทรวง หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วม นายอนุทินกล่าวว่าขอบคุณที่มาร่วมประชุมกันพร้อมเพรียงเพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัย ความมั่นคง การพัฒนาในมิติอื่น ไม่ว่าในประเทศนี้จะมีปัญหาหรือวิกฤตการณ์ใดที่เกี่ยวกับประชาชน กระทรวงมหาดไทยคือหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ทั้งส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น หนีไม่พ้นต้องใช้บทบาทของมหาดไทย ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ระหว่างมอบนโยบายได้ไม่ถึง 2 นาที นายอนุทินได้เชิญสื่อมวลชนและผู้ไม่เกี่ยวข้องออก พร้อมกล่าวว่าขอความสงบ ไม่ต้องพูดแทรกเวลาประชุมถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบปี 70ต่อมาเวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม นายอนุทินกล่าวเปิดประชุมว่า เป็นการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณปี 70 รวมทั้งกำหนดกรอบประมาณการรายจ่ายและรายรับ และฐานะการคลังของรัฐบาล ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี วัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญภายใต้สถานการณ์ของโลกที่ผันผวนค่อนข้างมาก ในการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจต่อประเทศไทยสั่งปรับงบให้เข้ากับสถานการณ์นายอนุทินกล่าวว่าภาครัฐจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณปี 70 มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และเพื่อให้การทำงบประมาณยังคงรักษาวินัยการเงิน การคลัง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด วางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง ขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาทบทวนวงเงินให้สอดคล้องกับแนวทางที่ทางรัฐบาลแจ้งไปให้ส่วนราชการรับทราบ และขอดำเนินงานภายใต้ไทม์ไลน์ที่สำนักงบประมาณคาดการณ์และวางแผนไว้ เพื่อผ่านกฎหมายออกมาบังคับใช้ทันวันแรกของปีงบประมาณ 2570“เอกนิติ” ย้ำตัดส่วนที่ไม่จำเป็นทิ้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า การประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ เพื่อหารือเข้มร่วมกันคาดการณ์และประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ปี 2570 ใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รัฐบาลมีคำสั่งชัดเจนให้หน่วยงานทุกแห่งตรวจสอบและตัดลดงบปี 70 ในส่วนที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด โดยเฉพาะงบศึกษาดูงานต่างประเทศ งบก่อสร้างอาคารราชการแห่งใหม่ที่ยังไม่เร่งด่วน รวมถึงโครงการพัฒนาจังหวัดที่ยังไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน เป้าหมายหลักคือนำข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 มาเป็นกรอบในการบริหารจัดการงบประมาณต่อเนื่อง มุ่งเน้นการโยกย้ายเม็ดเงินจากส่วนที่ไม่จำเป็น นำไปจัดสรรใหม่ในหมวดหมู่ที่สร้างประโยชน์ได้มากกว่า โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายภาครัฐระยะยาว เช่น เปลี่ยนจากงบก่อสร้างมาเป็นติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารสถานที่ราชการกลับลำยังไม่ขยายเพดานหนี้ 75%นายเอกนิติกล่าวว่า หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่ประเทศไทยมีเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เงินได้อีกประมาณ 4% หรือประมาณ 8 แสนล้านบาท เพดานหนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤติโควิด-19 แต่ก่อนจะพิจารณาเรื่องการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เพื่อเตรียมกระสุนทางการเงินไว้รองรับวิกฤติพลังงาน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รัฐบาลวางแผนการรวบรวมเม็ดเงินเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การทบทวนงบปี 2569 ดึงงบจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้จัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในเส้นตายวันที่ 30 เม.ย.กลับคืนมา คาดว่าจะรวบรวมได้ประมาณ 70,000-100,000 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับงบกลางที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินสำรองรวมทั้งสิ้น 95,000-125,000 ล้านบาท การดำเนินการดังกล่าวต้องทำผ่านการออก พ.ร.บ.โอนงบ คาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่สภาได้เร็วที่สุดช่วงกลางเดือน มิ.ย.นี้ อีกทางคือการปรับรื้อร่างงบประมาณปี 2570 เมื่อถามว่ามีการหารือถึงการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% หรือไม่ นายเอกนิติตอบว่ายัง อาจยังไม่มีการขยาย ยัง 70% เท่าเดิม“ขุนคลัง” เอาแน่กู้เงิน 5 แสนล้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาเตรียมวงเงินกู้ผ่านการออก พ.ร.ก.ไว้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เป็นกระสุนในการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ยังคงรักษาวินัยการคลังให้ไม่เกินกรอบ 8 แสนล้านบาท เห็นว่าถ้าไม่กู้จะอันตรายต่อเศรษฐกิจมากกว่า สำหรับช่วงเวลาที่จะออก พ.ร.ก.เงินกู้ คาดว่าเป็นช่วงรอยต่อปีงบประมาณ 2569 กับงบปี 2570 ที่อยู่ในระหว่างการจัดทำ หรือในช่วงเดือน เม.ย.-ก.ย.นี้ ความแตกต่างของการกู้เงินครั้งนี้คือการใช้จ่ายอย่างมีกลยุทธ์ (Strategic Spending) เน้นไปที่ 2 แนวทางหลัก คือ 1.บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง SMEs และมนุษย์เงินเดือนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติค่าครองชีพ 2.นำเงินไปใช้เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อให้เกิดการพัฒนาในระยะยาว “เป้าหมายคือการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และสร้างรากฐานในระยะยาวไปพร้อมกัน”อ้างกู้มาสร้างรายได้ให้ ศก.ขยายตัวนายเอกนิติกล่าวอีกว่า การกู้เงินครั้งนี้ต้องพิจารณาถึงผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และสงครามที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน หากจบเร็วก็ไม่ต้องกู้เงิน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยที่ยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกอยู่มาก มีการวิเคราะห์ว่าหากไม่กู้เงินจะอันตรายกว่า เพราะหากเศรษฐกิจไม่ได้รับการกระตุ้น จีดีพีอาจหดตัวลง ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีพุ่งสูงขึ้นอัตโนมัติ การกู้เงินเพื่อสร้างรายได้ให้จีดีพีขยายตัวจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในเชิงบริหารจัดการ ตลาดทุนไทยมีความแข็งแกร่งและมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงเกือบ 1 ล้านล้านบาท ทำให้สามารถออกพันธบัตรรัฐบาลได้ไม่มีปัญหา ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 3% นอกจากนี้ยังมีแผนจะออก “พันธบัตร Plus” เปิดโอกาสให้คนไทยร่วมระดมทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น สำหรับมาตรการเยียวยาที่ประชาชนให้ความสนใจ เช่น โครงการคนละครึ่ง มีการวางแผนจะเริ่มให้ลงทะเบียนในเดือน พ.ค. คาดว่าจะเริ่มใช้เงินได้ในช่วงวันที่ 1 มิ.ย. กำลังพิจารณารูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจปรับเปลี่ยนจากการแจกเงินระยะสั้น เป็นการดูแลต่อเนื่องตามความรุนแรงของวิกฤติ จากการประมาณการรายได้ในปีงบประมาณ 2570 ยังอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ขาดดุลไม่เกิน 3% และรัฐบาลยังไม่มีแผนปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มนายกฯปลื้มมูดีส์ขยับน่าเชื่อถือนายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่าการเรียกประชุมร่วม 4 หน่วยงาน ทุกอย่างเป็นไปตามที่ให้นโยบายการจัดทํางบประมาณไว้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ส่วนรายละเอียด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯจะเป็นผู้ชี้แจง ยืนยันเรียบร้อยดีทุกอย่าง ส่วนกรณีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s (มูดีส์) ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง ดังนั้น เราต้องเสริมความแข็งแกร่งนี้ ขึ้นไป การที่เขาจัดลำดับดีขึ้นมา ทำให้เรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศในทุกมิติ มีผลที่ดีขึ้นชิ่ง ป.ป.ช.ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามกรณีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นายอนุทินหันมาฟังคำถามและยิ้ม แต่ไม่ยอมตอบคำถาม เมื่อถามย้ำว่ามีการตั้งข้อสังเกตจากพรรคประชาชน เปรียบเทียบกับคดี 44 สส.เป็น 2 มาตรฐานหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่เดินถาม”ป.ป.ช.เคลียร์ปมสองมาตรฐานที่รัฐสภา นายประภาศ คงเอียด กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ “บัญชีทรัพย์สิน : ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและความเสี่ยงทางกฎหมาย” ว่า ประเทศไทยมีปัญหาทุจริตขั้นวิกฤติ ตัวสะท้อนชัดเจนสุดคือค่าซีพีไอขององค์กรระหว่างประเทศ จัดอันดับประเทศไทยอยู่ที่ 116 อยู่ท้ายๆในอาเซียน เรื่องบัญชีทรัพย์สินคือเครื่องมือป้องกันทุจริต การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ถ้ามีความผิดปกติต้องดำเนินการตามกฎหมาย ขอให้เชื่อมั่น ป.ป.ช.เรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน น้อยมากที่คนจะโดนชี้ หากไม่หนักหนาสาหัสจริง ป.ป.ช.ก็ไม่เอา เพราะเข้าใจว่ามีความผิดพลาดหลงลืมได้ ที่สำคัญคือพฤติการณ์แห่งการกระทำส่อเจตนาหรือไม่ ขณะนี้มีการพูดถึง 2 มาตรฐาน ยืนยัน ป.ป.ช.อธิบายข้อเท็จจริงข้อกฎหมายได้ชัดแจ้งในวันที่ 23 เม.ย. ป.ป.ช.มีจุดอ่อนคือไม่ค่อยทำงานเชิงรุก คล้ายกับศาลคือตัดสินบนพื้นฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายคือตัวบ่งชี้การวินิจฉัย จะเอาเรื่องหนึ่งไปเปรียบเทียบกับอีกเรื่องไม่ได้เสมอไป คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคือเรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี แต่การวินิจฉัยของ ป.ป.ช.คือเรื่องจงใจหรือเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ไม่ใช่ต้องนำข้อเท็จจริงคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไปต้องดูว่าประเด็นใดด้วยมาร์คข้องใจ ป.ป.ช.แทงสวนศาล รธน.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.ยกคำร้องข้อกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม กรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จากการถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ ป.ป.ช.มุ่งไปที่เจตนาของนายศักดิ์สยาม ทั้งที่ ป.ป.ช.ไม่สามารถปฏิเสธคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ หากมุ่งไปที่เจตนาจริงเหตุใดจึงไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินตามข้อเท็จจริง ส่วนตัวมองว่ากรณีนี้ยังไม่จบ เฉพาะการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ยังมีกฎหมายอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ประชุมสส.พรรคประชาธิปัตย์ มอบฝ่ายกฎหมายพรรคไปรวบรวมข้อเท็จจริงว่าจะดำเนินการต่อได้อย่างไรตอกย้ำภาพกินรวบองค์กรอิสระนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้กระทบต่อความน่าเชื่อถือ และซ้ำเติมข้อกล่าวหาเรื่องการรวบอำนาจผ่านองค์กรต่างๆ เมื่อถามว่าจะกระทบต่อองค์กร ป.ป.ช. หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ป.ป.ช.ต้องอธิบายให้ได้ ว่าที่มองว่านายศักดิ์สยามไม่มีเจตนา แล้วปัญหาดังกล่าวเกิดจากอะไร หรืออาจมีการพูดถึงฐานความผิดอื่น ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ เมื่อถามว่าเป็นการฟอกขาวให้นายศักดิ์สยามเพื่อกลับมาสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เชื่อว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ มีอีกหลายฝ่ายที่จะดำเนินการติดตามในเรื่องนี้ต่อไปติงออก พ.ร.ก.กู้เงินแก้ที่ปลายทางนายอภิสิทธิ์ยังกล่าวแนวคิดรัฐบาลจะออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 75% ว่า รอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลอยู่ว่าตั้งใจนำไปใช้จ่ายเรื่องอะไร แนวทางพรรคประชาธิปัตย์คืออยากให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนให้มากที่สุดก่อน ขณะนี้ยังมีภาษีสรรพสามิต อย่างค่าการกลั่นน้ำมันที่สามารถปรับลดลงได้อีกมาก ยิ่งรัฐบาลช่วยลดต้นทุนมากเท่าไหร่ ความจำเป็นที่จะใช้เงินดูแลปลายทางจะยิ่งน้อยลง เป็นวิธีที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย หากใช้การกู้เงินอาจเกิดประเด็นอีกว่าช่วยเหลือกลุ่มไหน ช่วยอย่างไร แต่หากลดค่าการกลั่นลงมาอีก 5 บาทจะช่วยได้ทุกคน ช่วยประชาชนจากต้นทุนการขนส่งที่ลดลงด้วย การที่ไม่พยายามทำตรงนี้ และหวังไปช่วยปลายทาง อาจกลายเป็นเสียน้อยเสียยาก เข้าใจว่าสถานะการคลังตอนนี้การจะขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นเรื่องจำเป็น แต่รัฐบาลต้องมีแผนชัดเจนพอสมควรว่าจะไม่ให้ลุกลามบานปลายขยายไปเรื่อยภท.–ปชน.แย่ง ปธ.กมธ.แก้ฝุ่นพิษวันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการ และแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) นัดแรก นายสมบัติ ยะสินธุ์ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ. ขณะที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เสนอชื่อตัวเองเป็นประธาน พร้อมเสนอให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ ทำให้เกิดการถกเถียงกันระหว่าง สส.ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่หลังการแสดงวิสัยทัศน์ที่ประชุมใช้วิธีการลงมติลับ ปรากฏว่า น.ส.พิมพ์ภัทราได้รับเลือกเป็นประธาน กมธ. มีนายภัทรพงษ์เป็นรองประธานพท.เชื่อ ก.ม.อากาศสะอาดไปต่อนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กล่าวว่า หลังนายกฯและนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่จ.เชียงใหม่ หวังว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ค้างการพิจารณาในสภาจะได้เดินต่อ ส่วนเสียงคัดค้านจากสว.บางคน หากดูจากสัญญาณนายกฯเชื่อว่าร่างกฎหมายนี้จะได้เดินหน้าต่อ กมธ.ชุดนี้จะคลายข้อกังวลกรณีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ให้มั่นใจว่าเป็นกฎหมายสมบูรณ์ที่สุด หาทางออกให้ทุกฝ่าย ไม่ใช่เสือกระดาษที่มีกฎหมายแล้วปฏิบัติจริงไม่ได้“นิติพล” มืองานไขก๊อกทิ้งค่ายส้มขณะที่นายนิติพล ผิวเหมาะ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กประกาศลาออกจากพรรคประชาชนระบุว่า ได้ทบทวนเส้นทางทางการเมืองของตัวเองอย่างจริงจัง ตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องก้าวออกจากพรรคประชาชน เพราะเชื่อว่าสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้มากกว่านี้ ยังคงเคารพพรรคประชาชน และเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เคยร่วมทำงานตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จึงขอลาออกจากสมาชิกพรรคประชาชนนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จากนี้ไปจะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ นายนิติพลถือเป็นขุนพลสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคมายาวนาน ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ และเป็นหนึ่งในกำลังหลักที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือด้วย“เอกราช” โต้ ปชน.เจตจำนงมุ่งมั่นนายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์การทำงานของ สส.พรรค ปชน. เปรียบมีคนใช้พรรค เป็นยานพาหนะอยากได้ตำแหน่ง สส.มากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายให้ประชาชนว่า การกระทำของคนนั้นๆจะพิสูจน์ตัวเอง การกระทำของสมาชิกแต่ละคน ต้องผ่านการพิสูจน์จากสนามการเลือกตั้ง อย่างที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. เคยบอกว่าพรรคนี้เป็นพรรคเปิด เป็นระบบอาสา คนที่เข้ามามีเจตจำนงมุ่งมั่น อยากให้เชื่อในพลังของมวลชน“อ้วน” ลั่นเพื่อไทยหัวใจไม่เปลี่ยนด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาพแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายภูมิธรรมรับประทานอาหารร่วมกันช่วงค่ำวันที่ 21 เม.ย. พร้อมข้อความระบุว่า ทีมเพื่อไทยหลายรุ่นมีโอกาสพบปะพูดคุยทานอาหารร่วมกัน “ทีมเพื่อไทย”เป็นการรวมกันของประสบการณ์ ความตั้งใจ ตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย หลายคนในภาพนี้บางท่านอาจไม่มีตำแหน่ง อีกหลายท่านที่ไม่ได้มา แต่ทุกคนยังคงมีสิ่งที่เหมือนกัน คือ “หัวใจ” ที่ไม่เคยเปลี่ยน หัวใจของการทำงานการเมืองที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านทั้งช่วงรุ่งเรืองและช่วงท้าทาย ปัจจุบันเรายกเครื่องตัวเองมาเป็นลำดับ ให้พรรคแข็งแรงขึ้น พร้อมรับใช้ประชาชนได้ดีกว่าเดิม เชื่อมั่นว่าการเมืองที่ดีต้องทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นจริงกร้าวพม่ารบกันอย่ากระทบไทยอีกเรื่องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะสถานการณ์สู้รบในเมียนมาว่า มีข้อสั่งการในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยหลายอย่าง เป็นห่วงทุกเรื่อง เมื่อถามว่าประชาชนไทยได้รับความเดือดร้อนจากกระสุนที่ตกข้ามแดนมาฝั่งเรา นายอนุทินตอบว่า เราดำเนินการทุกวิถีทาง ทั้งทางการทูต และการสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ต้องพูดคุยกัน เขายืนยันว่าเป็นการสู้รบ ไม่มีเจตนารุกล้ำ ข้ามมาฝั่งไทย เราไม่ได้ยอมหากจะสู้รบก็สู้รบในส่วนของเขา อย่ามากระทบบ้านเรา“สีหศักดิ์” คารวะ “มิน อ่อง หล่าย”ที่ประเทศเมียนมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ นำคณะเข้าคารวะ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เพื่อแสดงความยินดีที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของเมียนมา และมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ไทยหวังว่าการเลือกครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญ นำไปสู่ขบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านอยากสร้างเสริมความสัมพันธ์ภายใต้ความร่วมมือด้านความมั่นคง การค้า พลังงาน แก้ปัญหาสแกมเมอร์ ยาเสพติด หมอกควัน มลพิษในแม่น้ำ พร้อมสนับสนุนให้เมียนมากลับสู่อาเซียน จากนั้นนายสหศักดิ์นำภาคเอกชนไทยเข้าเยี่ยมคารวะนายเนียว ซอ รองประธานนาธิบดีเมียนมา นายตาน ส่วย กรรมการสภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพเมียนมา และนายติน หม่อง ซเว รมต.ต่างประเทศเมียนมา ตามลำดับ ก่อนเดินทางกลับไทยช่วงเย็นวันเดียวกันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่