ผมเพิ่งเขียนถึงข่าวดี “ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI)” ปี 2569 ประเทศไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์โลกอีกครั้ง ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 20 หลังจากที่หายไปจากจอเรดาร์โลกหลายปี รุ่งขึ้น ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ก็เปิดเผยข่าวดีจาก Moody’s Rating บริษัทจัดอันดับยักษ์ใหญ่สหรัฐฯว่า ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จากระดับ “เชิงลบ” (Negative Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) และ คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 ฟื้นความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยกลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังจากที่ไทยถูกหั่นเครดิตเป็น Negative ในปีที่แล้วเมษายน 2568มูดี้ส์ ชี้แจงถึงเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจ ปรับอันดับประเทศไทยขึ้นมาเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” ด้วย มุมมอง 5 ประเด็น ซึ่งผมคิดว่าจะช่วยสนับสนุนให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยดีขึ้นไปอีกในอนาคต1.มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของไทย ช่วยสนับสนุนนโยบายให้มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่2.ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกเรื่องภาษีสหรัฐฯลดลง ทำให้อัตราภาษีส่งออกของสินค้าไทยใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค3.การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้น ควบคู่กับนโยบาย Thailand Fast Pass ช่วยให้การลงทุนของภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย4.หนี้รัฐบาลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือหนี้สาธารณะ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ในปี 2569 (ตัวเลขจริงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66 แล้ว) และร้อยละ 62 ในปี 2571 แต่ความสามารถในการชำระหนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี หนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท มีอายุหนี้ค่อนข้างยาว ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาลคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปีงบประมาณ 2569 ตํ่ากว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน5.ไทยมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง เดือนมีนาคม 2569 ไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้นานถึง 7 เดือน ถือว่าอยู่ในระดับสูง6.ปัจจัยสำคัญที่มูดี้ส์จะติดตามต่อไป เพื่อพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความคืบหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาลดร.เอกนิติ ให้ความเห็นว่า การปรับมุมมองของมูดี้ส์ครั้งนี้ สะท้อนว่าพื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังแข็งแกร่ง นโยบายที่รัฐบาลดำเนินการมาถูกทางแล้ว เรามุ่งดูแลเศรษฐกิจของประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้า ควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวแต่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก็ยังรู้สึกเป็นห่วงเรื่อง ความเสี่ยงทางการคลัง (หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% ของจีดีพี และรัฐบาลกำลังจะออก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 5 แสนล้านบาท) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic) ซึ่งจะเพิ่มภาระงบประมาณและกดดันรายได้ภาครัฐในอนาคต รวมทั้งการก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องใช้เงินมากทางเดียวที่ไทยจะรักษาเครดิตไว้ได้ในอนาคต ผมมีความเห็นว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างประเทศใหม่หมด หรือ Reinvent Thailand ตามที่ กกร. เสนอ ด้วยการ ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ และ กำจัดการทุจริตคอร์รัปชันให้สิ้นซากอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ “การคอร์รัปชันทางกฎหมายและความยุติธรรม” ที่กำลัง บ่อนทำลายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของชาติ ให้ตกตํ่าลงไปเรื่อยๆ คนทำก็ไม่อายฟ้าดิน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม