สถานการณ์โลกกำลังตึงเครียดหนักจาก “ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาจับมืออิสราเอลโจมตีอิหร่าน” ที่ยังมีแนวโน้มจะยืดเยื้อจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ พยายามจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปจนถึงการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขณะที่อิหร่านก็ยังคงมีศักยภาพในการรับมือ และใช้มาตรการเชิงยุทธศาสตร์ “ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นช่องแคบที่มีบทบาทต่อการขนส่งน้ำมันของโลก กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างพลังงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคงในหลายภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างหนักท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังผันผวนนี้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ร่วมกับ สกสว.จัดเสวนาหัวข้อจับตาการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลางกับวิกฤติพลังงาน และผลกระทบต่อสังคมไทย ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน บอกว่าความสำคัญของตะวันออกกลางต่อเวทีโลก “เกิดจากการมีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล” หากภูมิภาคนี้ไม่มีน้ำมันความสนใจจากมหาอำนาจอาจจะไม่มากเท่าปัจจุบัน “น้ำมัน” จึงกลายเป็นปัจจัยทำให้ตะวันออกกลางมีอำนาจการต่อรองในเวทีโลก เมื่อเกิดสงครามก็มักส่งผลกระทบถึงประเทศอื่นๆ ผ่านมาทางราคาพลังงานเสมอด้วยในตะวันออกกลาง “กลุ่ม Gulf Cooperation Council และอิหร่าน” ล้วนเป็นผู้ผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติรายสำคัญรวมกัน 30% ของกำลังผลิตของโลกด้วยซ้ำ เพราะประเทศเหล่านี้มีปริมาณสำรองน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติขนาดมหาศาลที่อยู่ใต้ดิน และใต้ทะเลรวมกันแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณสำรองของโลกด้วยซ้ำในแง่ของอิหร่าน “ก็มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์” เพราะตั้งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซจนมีอิทธิพลต่อการควบคุมเส้นทางเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบนี้กว่า 20 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ 20% ของการใช้น้ำมันทั่วโลกดังนั้นสงครามคราวนี้ “จึงไม่ได้กระทบเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น” แต่ยังส่งผลต่อทั้งระบบพลังงานตั้งแต่แหล่งผลิตน้ำมัน โรงกลั่น ไปจนถึงคลังสำรองที่ถูกโจมตีจนเกิดความเสียหาย เช่น โรงกลั่นขนาดใหญ่ในซาอุดีอาระเบียจำเป็นต้องหยุดดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในการโจมตีในครั้งนี้ด้วยเมื่อเป็นเช่นนี้ “ราคาน้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้น” หากมาดูก่อนเกิดวิกฤติราคาน้ำมันอยู่ที่ 60-70 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่หลังสงครามก็ค่อยๆ ปรับเป็น 80-90 ดอลลาร์/บาร์เรล และต้นเดือน มี.ค.พุ่งแตะ 117 ดอลลาร์/ บาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคายังปรับขึ้นตามสถานการณ์ เช่น มีข่าวควบคุมการเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ หรือเหตุโจมตีเรือก็จะปรับตัวขึ้น ส่วนกรณีข่าวราคาจะพุ่งถึง 200 ดอลลาร์/บาร์เรลนั้น “เป็นคำขู่ของอิหร่าน” อย่างไรก็ดี หากสงครามในตะวันออกกลางรุนแรงยืดเยื้อจนการผลิต และส่งออกน้ำมันหยุดชะงักทั้งหมดก็เป็นไปได้ที่ราคาจะขึ้นถึงระดับนั้นหากย้อนมาดู “ไทยคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล” ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน 70% ของพลังงานทั้งหมด และมีการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ 90% ในจำนวนนี้ 60% ถูกขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ “ก๊าซธรรมชาติก็นำเข้ากว่า 40%” ที่เป็นเชื้อเพลิงใช้ผลิตไฟฟ้า 70% ในจำนวนนี้ 30% ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกันหากรวมทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแล้ว “25% ของพลังงานที่ไทยใช้ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ดังนั้นการปรับตัวราคาน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติจึงส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในด้านเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจแน่ๆปัจจุบันแม้ราคาน้ำมันโลกจะปรับสูงขึ้น “แต่ราคาขายปลีกในไทยก็ยังไม่ปรับเปลี่ยนมากนัก” ด้วยรัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยตรึงราคา 1,200-1,500 ล้านบาท/วัน เพื่อให้ประชาชนซื้อน้ำมันได้ในราคาใกล้เคียงเดิม เช่น ดีเซล 30 บาท/ลิตร เพราะหากไม่มีการอุดหนุนจากกองทุนราคาดีเซลอาจสูงถึง 45 บาท/ลิตรไปแล้วอย่างไรก็ตาม ก่อนสงครามมีเงินเหลืออยู่ 2,500 ล้านบาท “การตรึงราคาทำให้เงินกองทุนลดลงอย่างรวดเร็ว” ที่อาจต้องกู้เงินเพิ่มหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่งในอดีตหนี้กองทุนก็เคยสูงถึงหลักแสนล้านบาทมาแล้วประเด็นว่า “หากความขัดแย้งยืดเยื้ออีก 1 เดือน” เรื่องราคาน้ำมันของไทยคงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะยังตรึงราคามากน้อยเพียงใด และอาจจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม เพื่อเติมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันฯ ที่ขณะนี้เริ่มติดลบแล้ว ส่วนจะตึงมือรัฐบาลหรือไม่นั้นคงต้องอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการรับภาระทางการคลังในส่วนด้านปริมาณพลังงานของไทยแม้มีน้ำมันสำรอง 60 วัน “แต่ก็เริ่มมีสัญญาณการกักตุน และการขาดแคลนในบางพื้นที่” เช่นนี้ทางออกในระยะสั้น “รัฐบาล” ต้องตัดสินใจเรื่องการตรึงราคาน้ำมันหลังจากมาตรการตรึงราคา 15 วันไปแล้ว เพราะประเมินว่าราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มสูง 90-120 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่รูปแบบการตรึงราคายังเป็นประเด็นสำคัญ “หากใช้กองทุนน้ำมันฯต่อเนื่องก็จะทำให้ติดลบ และต้องกู้เงินเพิ่ม” ดังนั้นจำเป็นต้องพิจารณาค่อยๆปรับราคาขายปลีกขึ้น 30-50 สตางค์/ลิตร เพื่อลดภาระกองทุนยิ่งหากสงครามยืดเยื้อจนการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถูกจำกัด ก็ต้องใช้มาตรการเพิ่มเติมนอกเหนือจากกองทุนน้ำมันฯด้วย เช่น ปรับราคาน้ำมันบางส่วน ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อบรรเทาภาระประชาชนส่วนค่าไฟฟ้าก็อาจใช้กลไกบริหารจัดการอัตราค่าไฟไม่ให้ราคาปรับสูงมาก เพราะภาระมาตรการพยุงราคาพลังงาน “มักไม่ได้ตกที่ผู้ประกอบการฝ่ายเดียว” แต่ท้ายที่สุดประชาชนก็ร่วมแบกรับผ่านกลไกของรัฐตอกย้ำปริมาณพลังงาน “แม้ไทยมีน้ำมันสำรอง 60 วัน” แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อน้ำมันสำรองก็มีแนวโน้มลดลง ดังนั้นระยะสั้นควรเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล และเอทานอล เพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน และต้องหาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย รัสเซีย ด้วยการใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตติดต่อซื้อสำหรับระยะยาวควรเร่งจัดทำตาม Power Development Plan (PDP) เพื่อเสริมความเข้มแข็งของตนเอง รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงาน การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และพัฒนาบุคลากรของประเทศ เพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้มากขึ้นในอนาคต ดังนั้นแม้สถานการณ์พลังงานจะน่ากังวล “ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก” แต่ควรตื่นรู้และเตรียมตัวมากกว่าการกักตุนที่อาจทำให้เกิดการขาดแคลนขึ้นจริงๆ เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันในไทยก็มักจะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากมาตรการช่วยเหลือจากกองทุนน้ำมันฯ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าราคาจะพุ่งสูงทันทีสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก และนวัตกรรมด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน เตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกในอนาคต.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม