เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ ทำให้ประเทศต่างๆต้องเร่งสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มั่นคงมากขึ้น นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เพิ่งไปเยือนฝรั่งเศสเชื่อมสัมพันธ์ เปิดประตูการค้าการลงทุน ขณะเดียวกันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTAไทย-อียู) กำลังกลับมาอยู่ในจุดที่มีความหวังและความคืบหน้าอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาและร่วมหารือกับ คุณลุยซา ราแกร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และ เอกอัครราชทูตจากประเทศสหภาพยุโรป 19 ประเทศ คุณวีระพงษ์ประกาศอย่างมั่นใจว่า สัญญาณจากวงหารือครั้งนี้ชัดเจนว่า อียูมองไทยเป็นพันธมิตรที่พึ่งพาและไว้ใจได้ และพร้อมเดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการผลักดันให้ FTA ไทย-อียู บรรลุผลโดยเร็ว ทำให้อียูไม่ได้มองไทยเป็นแค่คู่ค้าทั่วไป แต่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องพึ่งพากันในระยะยาว ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายสรุปผลการเจรจาไปแล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท การเจรจาครั้งถัดไปเป็นรอบที่ 9 กำหนดจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ปลายเดือน มิ.ย.ประเด็นสำคัญที่ยังต้องหารือกันต่อได้แก่ การเข้าถึงตลาดสินค้า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พลังงานและวัตถุดิบ ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นด้านกฎระเบียบขั้นสูงความตกลงฉบับนี้มีความหมายมากกว่าการลดภาษีนำเข้า เพราะจะเป็นประตูสำคัญที่ช่วยให้สินค้า บริการ และการลงทุนของไทยเข้าถึงตลาดยุโรปที่มีกำลังซื้อสูงกว่า 450 ล้านคนได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดอุปสรรคทางการค้า ยกระดับมาตรฐานการผลิต และเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในมิติที่ลึกกว่าเดิมคุณวีระพงษ์ได้เสนอวิสัยทัศน์ต่อวงหารือคณะทูตอียูว่า ไทยไม่ได้ต้องการเป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำเหมือนในอดีต แต่ต้องการก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของอาเซียน โดยเฉพาะการเป็น ASEAN Digital Gateway รองรับธุรกิจ AI, Cloud Computing, Cybersecurity และ E-commerce ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลกพร้อมกันนี้ไทยยังต้องการใช้โอกาสจาก FTA ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์การแพทย์ พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของสหภาพยุโรปที่กำลังมองหา ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีเสถียรภาพในภูมิภาคอาเซียนส่วนกติกาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของยุโรป ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดทางการค้านั้น คุณวีระพงษ์ระบุว่า จุดยืนของไทยมองเรื่องนี้ไม่ใช่ ภาระที่ต้องจำใจทำ แต่มองเป็น “โอกาส” ซึ่ง ไทยพร้อมจะปรับตัวในเชิงรุก ยกระดับภาคอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรฐานการผลิต พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) อีกทั้งพัฒนาการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านโครงการ Skill Bridge การปรับปรุงกฎระเบียบผ่านนโยบาย Omnibus Law และการต่อต้านการทุจริต เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าไทยในตลาดโลกมีข้อน่าสังเกตคือ ในวงหารือครั้งนี้เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้แสดงความยินดีต่อความคืบหน้าในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของไทย หากทำสำเร็จเป็นรูปธรรมจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนเจตจำนงเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคตภาคเอกชนกระทุ้งเรื่องนี้มาตลอด ถ้าภาครัฐปิดหลุมดำตรงนี้ได้ ย่อมเอื้อต่อการเจรจา FTA ลุล่วงได้ง่ายขึ้นด้วย.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม