ปัญหามลพิษและการจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมในไทยยังคงทวีความรุนแรง และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของการลักลอบนำเข้าขยะจากต่างประเทศ การลักลอบทิ้ง หรือฝังกากของเสียอันตรายจากการดำเนินกิจการของโรงงานเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนข้ามชาติที่มักฝ่าฝืนกฎหมายไทยกลายเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของประชาชนหลายพื้นที่จนมีการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นจาก “ชุดเฉพาะกิจสุดซอย” ที่จู่โจมสั่งปรับปรุง ปิดกิจการ และดำเนินคดีโรงงานที่ทำผิดจำนวนหนึ่ง แต่ภายหลังยุบสภาและสิ้นสุดอำนาจชุดทำงานนี้ “การกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายกลับอ่อนแรงลง” โรงงานเคยถูกสั่งปิด หรือปรับปรุงหลายแห่งเริ่มกลับมาดำเนินกิจการใหม่ทั้งเปิดเผย และลักลอบส่งผลให้ปัญหามลพิษหลายพื้นที่ที่เคยมีแนวโน้มดีขึ้นกลับมารุนแรงอีกครั้ง เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ บอกว่าในช่วงปีที่ผ่านมาการลักลอบทิ้งกากของเสียถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจาก “ทีมเฉพาะกิจสุดซอย” ทั้งสั่งปรับปรุง ปิดกิจการ และดำเนินคดีกับโรงงานหลอม โรงงานรีไซเคิล หรือโรงงานกลุ่มทุนจีนหลายแห่ง “พอยุบสภาส่งผลให้คณะชุดนี้สิ้นสุดลง” โรงงานจำนวนหนึ่งกลับมาดำเนินกิจการอีกทั้งที่คำสั่งปิดกิจการไม่ครบกำหนดขณะเดียวกันการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐกลับไปอยู่ในรูปแบบเดิมคือ “ไม่ค่อยกล้าดำเนินการอย่างจริงจัง” ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายพื้นที่กำลังอยู่ในช่วงที่ดีขึ้นก็กลับมาประสบปัญหาอีกครั้งยิ่งกว่านั้น “การคุกคามชุมชนจากกลุ่มกิจการนี้ก็เกิดขึ้นบ่อย” ในบางพื้นที่รุนแรงกว่าเดิมอย่าง จ.ปราจีนบุรี แล้วพื้นที่ปนเปื้อนที่ศาลมีคำสั่งให้แก้ไขก็อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่การติดตามความคืบหน้าทำได้ยากขึ้นด้วยรูปแบบการทำงานของภาครัฐที่แตกต่างจาก “ทีมสุดซอย” ส่งผลให้ภาคประชาชนไม่อาจมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบได้ ทำให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมลดน้อยลงไม่ต่อเนื่อง และเป็นปัญหาในระยะยาวประเด็นที่น่าสังเกตคือ “โรงงานรับซื้อของเก่า โรงงานคัดแยก โรงงานรีไซเคิลหลายแห่งเกิดเหตุเพลิงไหม้บ่อยผิดปกติ” โดยเฉพาะใน จ.สมุทรปราการ และพื้นที่อื่นๆ แต่หน่วยงานรัฐกลับขาดการสอบสวนเชิงลึก จนเกิดข้อสงสัยว่าเหตุเพลิงไหม้เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย หรือการทำลายพยานหลักฐานหรือไม่แม้จะมีการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้ก็ตาม “แต่ส่วนใหญ่มักสรุปเพียงว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร” ทั้งที่ควรมีการตรวจสอบเชิงลึก และตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจัง เนื่องจากเหตุเกิดซ้ำกับโรงงานประเภทเดียวกันเฉพาะเดือน ม.ค.2569 “เกิดเพลิงไหม้ 10 กว่าครั้ง” แล้วหลายกรณียังเข้าข่ายความผิดปกติลักษณะการเผาทำลายกากของเสียที่ไม่อาจจัดการได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐควรหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบจริงจังดังนั้นในมุมมองเรา “ปัญหาอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง” เพียงแต่คำถามสำคัญคือภาครัฐจะมีการดำเนินการจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพเพียงใดในระยะต่อไปประการถัดมา “การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และขยะนำมารีไซเคิล” ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่โดยเฉพาะช่วงเดือน ม.ค.2569 “เครือข่ายต่างประเทศ” แจ้งเตือนภาครัฐไทยถึงเรือขนส่งต้องสงสัยลักลอบกากอิเล็กทรอนิกส์-ขยะพลาสติกเข้ามา 106 ตู้คอนเทนเนอร์และหากรวมกับปีที่ผ่านมาพบตู้ต้องสงสัยมากกว่า 500 ตู้เรื่องนี้แม้เครือข่ายต่างประเทศจะแจ้ง “หน่วยงานของไทย” แต่กลับไม่มีการตรวจสอบ จับกุม หรืออายัดตู้คอนเทนเนอร์เหล่านั้น ตามข้อมูลที่ได้รับแจ้งการลักลอบปนเปื้อนกากอิเล็กทรอนิกส์-ขยะพลาสติกเลยด้วยซ้ำทำให้การลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมในปี 2568 “พบมี 31 ครั้ง” โดยแบ่งเป็นการปล่อยน้ำเสียสู่แหล่งน้ำสาธารณะ 17 ครั้ง และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 14 ครั้ง โดยพื้นที่ที่พบกระจุกตัวมากที่สุด “ยังคงอยู่ในเขตภาคกลาง และภาคตะวันออก” ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนาแน่นไม่ว่าจะเป็น จ.ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และระยอง ขณะเดียวกันยังพบเหตุในจังหวัดอื่นๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้มิได้จำกัดอยู่เพียงบางพื้นที่เท่านั้น เพราะตัวเลขที่ปรากฏนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่ให้เห็นเพียงบางส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงเมื่อพิจารณาแนวโน้ม “ปัญหาลักลอบทิ้งของเสียอันตรายดูเหมือนลดลง” แต่ถ้าพิจารณารูปแบบของปัญหากลับมีความซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้น โดยเปลี่ยนไปสู่การซุกซ่อน ลอบฝัง หรือกักเก็บกากอุตสาหกรรมปริมาณมหาศาลไว้ภายในพื้นที่โรงงาน หรือพื้นที่ใกล้เคียง และมักถูกเปิดเผยเมื่อเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นแล้วดังนั้นไม่อาจจะบอกได้ชัดว่า “การแก้ปัญหาลักลอบทิ้งของเสียดีขึ้นหรือไม่” แต่สิ่งที่ยืนยันได้คือปัญหานี้ยังมีอยู่ไม่แตกต่างจากเดิมเพียงแต่จะปรากฏขึ้นเมื่อใดเท่านั้น เพราะประเทศไทยยังมีการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็ง รวมถึงมีประเด็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันทั้งสิ้นปัญหาส่วนหนึ่งมาจาก “ไม่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ” ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงแทบไม่มีการดำเนินการเชิงรุก เพื่อตรวจสอบว่าปัญหายังคงมีอยู่ในระดับใด และคำสั่งให้แก้ไขปัญหาในหลายโรงงานก็ยังไม่ปรากฏความชัดเจนว่ามีการติดตาม หรือบังคับใช้อย่างเข้มข้นเพียงใดอีกปัญหาคือ “กฎหมายหลายฉบับยังค้างอยู่ในสภาชุดเดิม” โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.โรงงานฉบับแก้ไข และร่าง พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรมฯ เพราะการยุบสภาทำให้กระบวนการทั้งหมดหยุดชะงัก ทำให้ร่างกฎหมายควรเสร็จภายในกรอบเวลาที่รัฐบาลเคยให้คำมั่นไว้ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ส่งผลให้ทุกอย่างหยุดค้างอยู่เช่นนั้นหากกฎหมายออกมา “จะช่วยอุดช่องว่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต” เพราะหัวใจการแก้กฎหมายคือการเพิ่มนิยามโรงงานเสี่ยงให้ถูกควบคุมกำหนดใบอนุญาต 5 ปี และการต่ออายุต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยตามกฎหมายก่อน ส่วนโรงงานรีไซเคิลลดอายุใบอนุญาตเหลือ 2 ปี และต้องตรวจสอบเข้มงวดทุกครั้งก่อนต่ออายุเช่นนี้อยากฝากถึง “พรรคการเมือง หรือรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ” ควรเร่งเดินหน้าร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ใน 60 วัน นับแต่ในการประชุม ครม.นัดแรก เพราะหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายเรื่องที่คงค้างคาอาจพัฒนาไปสู่วิกฤติของประเทศทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพประชาชนย้ำว่าสิ่งแวดล้อมควรถูกยกระดับเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักของการพัฒนาประเทศควบคู่กับเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม เพราะคุณภาพสิ่งแวดล้อมสะท้อนถึงการบริหารประเทศที่ดี ซึ่งที่ผ่านมาหลายยุคยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ จึงอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม