“กองทุนประกันสังคม” ปี 2569...กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดในรอบ 30 ปี ปัญหาที่สะสมมานานไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเงินไม่พอ แต่เป็นวิกฤติเชิงโครงสร้างที่ซ้อนกันหลายมิติไล่เรียง...ปัญหาที่สะสมเรื้อรัง เริ่มจาก “ระเบิดเวลาประชากร” ปัญหารากเหง้าคืออัตราการเกิดที่ต่ำและสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในอดีตมีคนวัยทำงานหลายคนช่วยกันจ่ายเงินสมทบเพื่อเลี้ยงคนเกษียณ 1 คน แต่ปัจจุบันสัดส่วนนี้ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ “เงินไหลเข้า” น้อยกว่า “เงินไหลออก”ถัดมา...เพดานเงินสมทบแช่แข็ง เพดานเงินเดือน 15,000 บาท ถูกใช้มาตั้งแต่ 2534-2568 ทำให้ฐานเงินสมทบไม่สะท้อนค่าครองชีพและรายได้จริงของแรงงาน ส่งผลให้เงินสะสมในกองทุนเติบโตช้าเกินไปสาม...ผลตอบแทนการลงทุนต่ำ ด้วยระเบียบราชการที่เน้นความปลอดภัยสูง เงินส่วนใหญ่จึงอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (พันธบัตร/ เงินฝาก) ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 2–3% ต่อปี ไม่เพียงพอที่จะชดเชยภาระบำนาญในอนาคตที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นตามอายุขัยที่ยาวขึ้นสี่...ความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์ มาตรฐานการรักษาระหว่าง “บัตรทอง” และ “ประกันสังคม” มักถูกเปรียบเทียบ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิประโยชน์ที่บางอย่างประกันสังคมยังตามหลัง แม้ผู้ประกันตนจะจ่ายเงินสมทบเองก็ตาม หลายมุมมองเชิงวิชาการประเมินความเสี่ยงในอนาคตเอาไว้ว่า แม้จะมีการปรับขึ้นเงินสมทบในปี 2569 แต่หากผลตอบแทนการลงทุนยังไม่แตะ 4–5% และไม่มีการขยายอายุเกษียณจาก 55 เป็น 60 หรือ 65 ปี กองทุนชราภาพยังคงมีความเสี่ยงที่จะ “ติดลบ” ภายในปี 2588-2597...นี่คือความเสี่ยงด้าน “เงินหมดกองทุน”สำหรับความเสี่ยงจากการบริหารจัดการ กรณีการที่ “บอร์ดประกันสังคม” ถูกรื้อกติกาการเลือกตั้ง (เหลือเลือกได้เพียง 1 คน) ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการจำกัดอำนาจของ “ผู้ประกันตน” ...อาจทำให้การตรวจสอบความโปร่งใสทำได้ยากขึ้น? และอาจเกิดการแทรกแซงนโยบายจากฝ่ายการเมืองได้ง่ายกว่าเดิม?การรื้อกติกาเลือกตั้งจาก “เลือกได้ 7 เหลือเพียง 1” และเกณฑ์ “ความเป็นกลางทางการเมือง” ประเด็นนี้ถูกกล่าวถึงค่อนข้างร้อนแรง ถูกวิเคราะห์ไว้ว่า...เป็นความพยายาม “สลายขั้ว” ตัวแทนฝั่งประชาชนที่มาแบบทีมปฏิรูป เพื่อ “คืนอำนาจ” ให้ฝ่ายข้าราชการคุมเสียงส่วนใหญ่ในบอร์ด?สภาวะ “สุญญากาศ” ตามขั้นตอนทางกฎหมายในการจัดทำระเบียบใหม่ช่วงเวลาที่ไม่มีบอร์ดตัวแทนจากผู้ประกันตนทำงาน 1-2 เดือน...ยิ่งเปิดช่องว่างให้บอร์ดรักษาการตัดสินใจเรื่องงบประมาณและพอร์ตลงทุน 2.4 ล้านล้านบาท โดยขาดการคานอำนาจจากเจ้าของเงินตัวจริง?...ปฏิเสธไม่ได้ว่า...เหล่านี้คือความเสี่ยงที่กระทบกองทุนโดยตรงหรือไม่ ด้วยว่า “ธรรมาภิบาลอาจถดถอย?” หากระเบียบใหม่สกัดกั้นคนเก่งที่กล้าตรวจสอบ กองทุนจะกลับไปบริหารแบบ “รัฐราชการ” ที่ขาดความโปร่งใส...เกิด “ความเสี่ยงทางการเงิน?” การตัดสินใจลงทุนอาจยึดตามนโยบายรัฐมากกว่าความคุ้มค่าเชิงธุรกิจ ส่งผลต่อความยั่งยืนของเงินบำนาญที่สำคัญ...“วิกฤติความเชื่อมั่น” ผู้ประกันตนอาจขาดความมั่นใจในการส่งเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นในปี 2569 หากรู้สึกว่าไม่มีตัวแทนที่ยึดโยงกับประชาชนคอยดูแลผลประโยชน์อย่างแท้จริง นอกจากนี้แล้วก็ยังมีปัจจัยความเสี่ยงด้าน “แรงงานนอกระบบ” แรงงานรุ่นใหม่หันไปทำอาชีพอิสระมากขึ้น ซึ่งมักไม่เข้าสู่ระบบมาตรา 33 ทำให้ฐาน “คนจ่ายเงินสมทบ” ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงตรงนี้จึงมีบทสรุปพอจะเป็นทางออกที่เป็นไปได้ คือ ในอนาคตประกันสังคมต้องเปลี่ยนจาก “ระบบราชการ” เป็น “องค์กรบริหารความมั่งคั่งมืออาชีพ” ที่มีอิสระในการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น และต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกันตนเห็นว่า “เงินที่จ่ายเพิ่มในปี 2569 จะไม่หายไปเมื่อถึงเวลาเกษียณ” หรือไม่? ต้องยอมรับความจริงที่ว่า “กองทุนประกันสังคม” ในช่วงปีที่ผ่านมาตกเป็นเป้าสายตาของสังคมอย่างมาก โดยมีทั้งการผลักดันเชิงบวกเพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์ และข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส?พุ่งเป้าไปที่ภาคสังคมและฝ่ายการเมืองที่ได้ตั้งคำถามถึงการใช้ “งบประมาณ” ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในหลายเรื่อง อาทิ งบประมาณบริหารจัดการที่มีการเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณดูงานต่างประเทศที่ถูกตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผล เช่น ค่าตั๋วเครื่องบินเฟิสต์คลาส และงบการจัดทำปฏิทินนับรวมไปถึงความคุ้มค่าของระบบไอที...โครงการแอปพลิเคชัน SSO Plus ที่ใช้งบประมาณสูงหลักร้อยล้านบาท แต่ถูกวิจารณ์ว่าใช้งานจริงได้ไม่ดีและคะแนนรีวิวต่ำ และความล้มเหลวในการลงทุนกระทั่งล่าสุดมีประเด็นเรื่องการนำเงินกองทุนไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น โครงการ TU Dome ที่ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้าและมูลค่าสินทรัพย์ลดลงอย่างมาก จนถูกเรียกว่าเป็น “การบริหารแบบราชการ” ที่ขาดความเชี่ยวชาญ จนนำไปสู่ข้อแนะนำให้เดินหน้าไปสู่การบริหารแบบ “มืออาชีพ” และ “ชัดเจน”เพื่อแก้ปัญหาความเชื่อมั่น จึงมีความพยายามปฏิรูปในหลายด้าน โดยเฉพาะมีการเสนอให้นำสำนักงานประกันสังคมออกจากการเป็นหน่วยงานราชการ เพื่อให้สามารถจ้าง “มืออาชีพ” ด้านการเงินและการลงทุนมาบริหารจัดการ แทนที่จะใช้ข้าราชการเหมือนในอดีตเติมเต็มเพิ่มความโปร่งใส...“บอร์ดประกันสังคม (ฝั่งผู้ประกันตน)” เริ่มผลักดันให้มีการเปิดเผยรายงานการประชุมและรายละเอียดการลงทุนต่อสาธารณะ เพื่อให้ “เจ้าของเงิน (ผู้ประกันตน)” ตรวจสอบได้ และความร่วมมือกับสากล ทำงานร่วมกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพื่อปรับปรุง “ระบบคณิตศาสตร์ประกันภัย” ให้การตัดสินใจเชิงนโยบายอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่แม่นยำชวนให้จับตา “กองทุนประกันสังคม” ขุมทรัพย์ก้อนใหญ่ที่สุดของคนทำงานกว่า 2.4 ล้านล้านบาท จะเดินไปสู่จุดเปลี่ยนผ่านท่ามกลางวิกฤติเชิงโครงสร้างที่ซ้อนกันหลายมิติอย่างไร.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม