กัมพูชาส่งตัว “ลุงโยชน์” กลับไทยสู่อ้อมอกครอบครัว หลังพลัดหลงข้ามชายแดนขณะเข้าไปหาของป่าจนถูกจับติดคุกกัมพูชาอยู่นานร่วม 3 สัปดาห์ เมียร่ำไห้โผกอดด้วยความดีใจ ผู้เฒ่าผู้แก่ผูกข้อมือรับขวัญอบอุ่น เจ้าตัวเผยถูกทหารเขมรจับกุมตอนกำลังจะออกจากป่า ไม่รู้ว่าเป็นพื้นที่ฝั่งกัมพูชา เสธ.ทภ.2 เผยเป็นกลไกความร่วมมือระดับพื้นที่ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทย กับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ช่วยดำเนินการจนประสบผลสำเร็จ สร้างความเชื่อมั่น ลดความตึงเครียด รักษาบรรยากาศความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ รมว.กลาโหม ยันรัฐบาลและกองทัพไม่มีข้อแลกเปลี่ยนเงื่อนไขเปิดด่านแน่นอนจากเหตุการณ์นายโยชน์ สายน้อย อายุ 58ปี หรือลุงโยชน์ ชาวบ้าน ต.กันตวจระมวล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ หายตัวไปขณะเข้าไปหาของป่าบริเวณห้วยสำเริง บ้านโนนทอง ต.โคกตะเคียน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. ครอบครัวแจ้งขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลจนทราบว่านายโยชน์ถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวไปดำเนินคดีที่จังหวัดอุดรมีชัย ในข้อหาลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายและบุกรุกพื้นที่ทางทหาร ถูกควบคุมตัวอยู่เรือนจำจังหวัดอุดรมีชัย ทางการไทยเร่งประสานงานช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดลุงโยชน์ก็ถูกปล่อยตัวกลับไทยที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 พ.ค. พลจัตวา นิด นารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา ในฐานะประธานกองเลขาฯคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ด้านภูมิภาคทหารที่ 4 ได้ส่งมอบตัวนายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี ชาวไทย ให้กับ พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธานกองเลขาฯคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ด้านกองทัพภาคที่ 2 โดยการส่งตัวกลับครั้งนี้เกิดจากกลไกความร่วมมือระดับพื้นที่ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 กับภูมิภาคทหารที่ 4 หลังจากนายโยชน์ เดินทางเข้าไปหาของป่าบริเวณแนวชายแดนของ จ.สุรินทร์ แล้วหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. ครอบครัวและส่วนราชการทั้งพลเรือนตำรวจทหารในพื้นที่ร่วมกันค้นหาจนกระทั่งมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าอาจพลัดหลงอยู่ตามแนวชายแดนกองทัพภาคที่ 2 ใช้กลไกความร่วมมือระดับพื้นที่ ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 กับภูมิภาคทหารที่4 ตรวจสอบจนได้ข้อมูลว่านายโยชน์ถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชา ดำเนินคดีในความผิดฐานข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย ณ ศาลชั้นต้นจังหวัดอุดรมีชัย ภายหลังทราบข้อมูลกองทัพภาคที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้ภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชาดำเนินการช่วยเหลือตามลำดับ จนได้รับอนุมัติให้ดำเนินการส่งตัวกลับในวันนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นผลสัมฤทธิ์สำคัญของกลไกความร่วมมือชายแดนในระดับพื้นที่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่น ลดความตึงเครียด และรักษาบรรยากาศแห่งความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศสอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามถ้อยแถลงของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee : GBC) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือและการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัวนายโยชน์ไปให้แพทย์ทหารตรวจร่างกายอย่างละเอียด จากนั้นนำอาหารและของหวานมาให้รับประทานก่อนนำตัวขึ้นรถตู้ไปส่งยังบ้านพักและพบกับครอบครัวต่อไป ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภูมิภาคทหารที่ 4 หน่วยงานหลักในการประสานงานอย่างเต็มขีดความสามารถกับหน่วยงานราชการทุกภาคส่วนของกัมพูชา จนสามารถดำเนินการส่งตัวประชาชนไทยกลับประเทศได้สำเร็จด้วยความเรียบร้อย จากการตรวจสุขภาพนายโยชน์มีสภาพร่างกายปกติ หลังรับมอบตัวนำส่งกลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย พร้อมทั้งจะประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อดูแลด้านสวัสดิภาพ สุขภาพ และสร้างความมั่นใจให้แก่ครอบครัวและประชาชนต่อไป กองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้านมนุษยธรรม คุ้มครองประชาชน และเสริมสร้างความร่วมมืออันดีตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไปต่อมาเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่พานายโยชน์เดินทางกลับถึงบ้านเลขที่ 70 หมู่ 7 ต.กันตวจระมวล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ท่ามกลางความดีใจของครอบครัว ทันทีที่มาถึง น.ส.กรรณิกา หอมขจร อายุ 47 ปี ภรรยาร่ำไห้โผเข้ากอดด้วยความดีใจ หลังต้องพลัดพรากเฝ้ารอการกลับมานานร่วม 3 สัปดาห์ มีนายประภาส ศรีจันทร์เวียง รอง ผวจ.สุรินทร์ นายนิรันทร์ สุนทรศิริ นอภ.กาบเชิง พร้อมผู้เฒ่าผู้แก่ญาติพี่น้องและชาวบ้านมาร่วมผูกข้อไม้ข้อมือรับขวัญอย่างอบอุ่นนายโยชน์เผยว่า วันเกิดเหตุกำลังจะเดินกลับออกจากป่า ไม่รู้ว่าบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ฝั่งกัมพูชาพบทหารกางเต็นท์นอนอยู่ตะโกนเรียกตนเป็นภาษาเขมรว่าลุงไปไหน คิดว่าเป็นชาวบ้านธรรมดาเลยตอบไปว่าจะกลับบ้าน อีกฝ่ายถามว่าบ้านอยู่ไหน บอกไปว่าอยู่กาบเชิง เขาบอกว่าอย่าเพิ่งไปมานี่ก่อน จากนั้นมีทหารเขมรประมาณ 20 นาย อาวุธครบมือมาล้อมทางที่จะกลับ ด้วยความตกใจกลัวต้องหยุดวางสัมภาระ ก่อนถูกควบคุมตัวไปที่สำโรง ถูกปิดตาลงจากเขามีรถมารับ ให้ตนไปนอนพักรอในรถก่อนจะพาไปดำเนินคดี หลังถูกปล่อยตัวออกมาดีใจมาก ขอกราบขอบคุณสื่อและพี่น้องที่เป็นห่วง โดยเฉพาะแม่ทัพทหารหน่วยราชการทุกภาคส่วนที่ช่วยเหลือให้กลับบ้านได้ด้าน น.ส.กรรณิกา หอมขจร ภรรยาเผยว่าดีใจที่สามีกลับบ้านหลังถูกจับตัวไปนานกว่า 20 วันไม่คิดว่าถ้าถูกขังแล้วจะได้กลับมาหรือไม่ ตอนแรกคิดว่าข่าวดีหน่อยก็ 1-2 อาทิตย์ ข่าวร้ายก็ 1-2 ปี ลูกหลานก็คิดถึงพ่อ ร้องไห้ทุกวันกินข้าวไม่ได้ ขอบคุณทุกฝ่ายที่ดูแลให้กำลังใจมาตลอด และช่วยประสานงานจนสามีได้กลับบ้านมาสู่อ้อมกอดของครอบครัวที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) จ.นครราชสีมา พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ถือเป็นความร่วมมือของรัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานงานทันทีเมื่อรู้ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น วันนี้จึงเป็นที่มาของการปล่อยตัว ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความขัดแย้ง เพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ความเป็นทหารไม่ได้ลดหย่อนลงไป ยังคงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยอย่างที่นายกฯหารือกับฝ่ายกัมพูชาในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ หากมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จะใช้กลไกทวิภาคีในการประชุม ตั้งแต่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ตามลำดับพล.ท.อดุลย์กล่าวต่อไปว่า การประชุม GBC ระดับกระทรวงกลาโหม ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการประชุม JBC ของกระทรวงการต่างประเทศก่อนสามารถทำควบคู่ไปกันได้ หากบรรยากาศดีเช่นนี้ ถ้ากลไกต่างๆดีขึ้น เช่น กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหลังหยุดยิงที่ได้พูดคุยกันไว้ และร่วมมือในการปราบปรามสแกมเมอร์ ก็จะมีการพูดคุยกัน ต้องเริ่มต้นจากความร่วมมือเล็กๆน้อยๆ อย่างกรณีนี้ยืนยันจะไม่มีการเปิดด่านแน่นอน และการส่งตัววันนี้ไม่มีการแลกเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆทั้งระดับกองทัพ ระดับรัฐบาล และไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการเปิดด่าน ทุกอย่างยึดตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อถามว่า อยากให้สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนเนื่องจากยังมีเหตุการณ์ตามแนวชายแดนอยู่ รมว.กลาโหมตอบว่า ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะทหารถือปืนชายแดนทั้ง 2 ฝ่าย ต่างฝ่ายต่างปกป้องอธิปไตยของตน ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ความพร้อมของกำลังพลตั้งแต่ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ไปจนถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่ามีความพร้อม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีบ้างเนื่องจากมีกำลังพลที่ขาดวินัย แต่ในส่วนของเราได้กำชับอย่างดีให้ปฏิบัติตามกฎการปะทะอย่างเข้มงวด มีบทเรียนอยู่แล้ว กำลังพลทุกระดับมีความเข้าใจอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่