“ประเทศไทย”...กำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง บรรยากาศทางการเมืองคึกคักด้วยนโยบายหลากสีสันจากพรรคการเมืองที่หวังครองใจประชาชน และหนึ่งในนโยบายที่ถูกจับตาไม่น้อยไปกว่าปากท้อง เศรษฐกิจ หรือสวัสดิการ คือ “นโยบายการศึกษา”นโยบายที่พ่อแม่ผู้ปกครอง เด็กรุ่นใหม่ และสังคมทั้งประเทศใช้เป็นเครื่องชั่งน้ำหนักว่าใครจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของลูกหลานไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “กระทรวงศึกษาธิการ” ถูกจัดอยู่ในกลุ่มกระทรวงเกรดเอ งบประมาณปีละหลายแสนล้านบาท ทำหน้าที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ แต่เมื่อหันกลับมามองสภาพจริงของ “การศึกษาไทย” คำถามสำคัญมีว่า ทำไม? ปัญหาเดิมๆยังไม่ถูกแก้ ทำไมเด็กไทยจำนวนมากเรียนหนัก แต่กลับไม่พร้อมสำหรับโลกอนาคตหลักสูตรที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่เท่าทันโลก เรียนจบแต่หางานไม่ได้ ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาที่ฝังรากลึกและยิ่งเลวร้ายลงเมื่อซ้ำเติมด้วยภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ GDP ไทยโตเพียง 2-3% ต่อปี หนี้ครัวเรือนพอกพูน ความยากจนขยายวงกว้าง ขณะเดียวกันโครงสร้างประชากรกลับเปลี่ยนเร็วราวพายุ...ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” โดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2566 และกำลังวิ่งตรงสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” เร็วที่สุดในอาเซียนตัวเลขสะท้อนภาพชัดปี 2568 ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน ขณะที่เด็กเกิดใหม่เหลือเพียงราว 4 แสนคน ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ครัวเรือนยากจนพุ่งจาก 6.86 แสน เป็นกว่า 1.03 ล้านครัวเรือน เด็กทุกคนที่เกิดมาในวันนี้จึงไม่ต่างจาก “มนุษย์ทองคำ” ทรัพยากรที่มีจำกัดและล้ำค่ายิ่งของประเทศและ “การศึกษา” คือเครื่องมือเดียวที่จะขัดเกลาให้ทองคำนี้เปล่งประกายขณะที่รายงานล่าสุดจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กลับเปิดโปงความจริงอันเจ็บปวด ผ่าน 5 ข้อค้นพบสำคัญที่สะท้อนว่า ระบบการศึกษาไทยกำลังฉุดรั้งเด็กไทยไว้กับที่...หรือบางคนอาจกำลังถอยหลัง ทำนองว่า...“แพ้ตั้งแต่ยังไม่สตาร์ต ต้นทุนชีวิตกำหนดอนาคต” แม้การศึกษาจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริง “ต้นทุนมนุษย์” ของเด็กไทยไม่เท่ากัน เด็กจากครอบครัวพร้อม ย่อมเข้าถึงโรงเรียนที่มีทรัพยากร ครู และโอกาสมากกว่าตอกย้ำด้วยข้อมูล O-NET ระดับ ป.6 ปี 2567 ชี้ชัดว่า โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ทำคะแนนต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่ในทุกวิชา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษอีกทั้งผล PISA ปี 2565 ยิ่งซ้ำบาดแผล เด็กชนบทตามหลังเด็กเมืองถึง 3 ปีการศึกษา และความจริงที่น่าเศร้าที่สุดคือ เด็กยากจนหลุดออกจากเส้นทางการศึกษาระดับสูงอย่างน่าใจหาย เด็กจากครัวเรือนยากจนที่สุด 15% ของประเทศ มีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพียง 12.5% ต่ำกว่าเด็กทั่วไปถึง 2.5 เท่าสะท้อน...วัฏจักรความยากจนถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น?บนเวทีโลกเด็กไทยกำลังเสียเปรียบ คะแนน PISA ตลอด 20 ปีลดลงต่อเนื่องต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD และตามหลังเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ทักษะสำคัญแห่งอนาคตทั้งการอยู่ในสังคมโลก...ความคิดสร้างสรรค์ ไทยรั้งท้ายในอันดับที่น่ากังวล ท่ามกลางโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรมและ AI นอกจากนี้แล้วงานวิจัยของ กสศ. และ RIPED พบปรากฏการณ์ชวนช็อก...“เด็กไทย” ยิ่งเรียนยิ่งมี IQ ลดลง จาก ป.1 เฉลี่ย 92 เหลือเพียง 82 ใน ม.1 ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การเข้าเรียนไม่ได้หมายถึงการเรียนรู้ ระบบที่เน้นท่องจำ ไม่ยืดหยุ่น ไม่สอดคล้องความสนใจเด็ก กำลังบั่นทอนศักยภาพอย่างเงียบงันสถานการณ์เช่นนี้ในภาพใหญ่อาจเรียกว่า...วิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยเฉพาะการศึกษาที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติน้ำท่วม ความขัดแย้งชายแดน การปิดโรงเรียนกว่าพันแห่ง บีบให้เด็กต้องเรียนออนไลน์โดยไร้ความพร้อม เด็กยากจนขาดอุปกรณ์ อินเตอร์เน็ต สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ภาวะ Learning Loss จึงย้อนกลับมาอีกและ...ทุกครั้งที่เกิด เด็กกลุ่มเดิมคือผู้ฟื้นตัวช้าที่สุดถึงตรงนี้...“เรียนฟรี” ที่ต้องควักจ่าย เป็นอีกความเป็นจริงที่ต้องหยิบยกมาพูดกัน แม้มีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ครัวเรือนยากจนยังต้องจ่ายเพิ่มเฉลี่ยปีละกว่า 9,000 บาท งบอุดหนุนรายหัวที่เท่ากันกลับไม่เป็นธรรม เพราะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีต้นทุนสูงกว่า แต่ได้รับงบเท่ากัน“งบ” เพื่อความเสมอภาคแนวดิ่งที่ควรช่วย “เด็กด้อยโอกาส” กลับมีเพียง 4 บาทจากทุก 100 บาท บทสรุป กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ให้เห็นว่า “ประเทศไทย” กำลังติดหล่มการพัฒนาทุนมนุษย์ มีความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา ซึ่งทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนต้องร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลง...ที่สำคัญนี่คืออีกเรื่องใหญ่ที่จะเป็นบททดสอบ “รัฐบาลใหม่”5 ข้อค้นพบของ กสศ. ไม่ใช่แค่รายงานวิชาการ หากคือสัญญาณเตือนภัยถึงอนาคตประเทศ ถึงเวลาที่รัฐ เอกชน และสังคมต้องร่วมกันพลิกเกม พัฒนาทุนมนุษย์ให้ “เท่ากัน” และ “เท่าทันอนาคต” จัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ทำให้คำว่า “เรียนฟรี” เกิดขึ้นจริง และสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น รับมือวิกฤติได้หาก “การศึกษาไทย” ยังปล่อยให้ “ต้นทุนชีวิต” กำหนดชะตากรรม ปล่อยให้เด็กส่วนหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่แค่ว่า “ใครจะชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ประเทศไทยจะเหลืออนาคตแบบไหนให้ลูกหลาน”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม