“ทั่วทั้งโลกรู้ แต่กัมพูชากลับไม่รู้ เปิดรังสแกมเมอร์แห่งใหม่ เมืองมาลัย ห่างไทยเพียงปลายจมูก” ทีมข่าวสืบสวน “SEETRUE” ไทยรัฐทีวี เปิดประเด็นนี้ไว้เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาการจับกุม “เฉินจื้อ” หนึ่งในบิ๊กบอสขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติอาจดูเหมือนชัยชนะครั้งใหญ่ แต่นั่นเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เพราะในความเป็นจริงขบวนการนรกนี้ยังไม่สะเทือน ถึงหัวเรือใหญ่จะถูกจับ แต่...ฟันเฟืองปีศาจยังคงหมุนต่อท้าทายอำนาจรัฐข้ามพรมแดนจากการลงพื้นที่เกาะติดภารกิจ “กองกำลังบูรพา” ตลอดแนวคลองน้ำใส พรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างไทยและกัมพูชา เส้นเลือดใหญ่ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บัญชีม้า ใช้ลักลอบข้ามไปยังฐานสแกมเมอร์เพื่อมาสูบเลือดคนไทย ร.ต.ยุทธนา บัวใหญ่ ผบ.ร้อย.ทพ.1206 ระบุว่าสถานการณ์สแกมเมอร์ชายแดน หลังเฉินจื้อโดนจับกุม กลุ่มสแกมเมอร์เริ่มลดลง แต่ที่ยังจับกุมได้จำนวนมากคือบัญชีม้า ซึ่งภารกิจในแต่ละวันของเจ้าหน้าที่ตอนนี้ คือการลาดตระเวนด้วยจักรยานยนต์ รถยนต์ และการเดินเท้าข้อมูลจากคนไทยที่ถูกหลอกหรือเต็มใจไปทำงานในฝั่งกัมพูชาพบว่า ตอนนี้มีการย้ายคนงานออกจากปอยเปตไปพักไว้ที่ไซต์งานก่อสร้างซึ่งกำลังจะกลายเป็นคอมเพล็กซ์แห่งใหม่ในอำเภอมาลัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย เพื่อรอการสแกนหน้า บางส่วนก็ส่งต่อไปจังหวัดไพลินประเด็นสำคัญมีว่า ลักษณะการทำงาน...หลอกลวง คอลเซ็นเตอร์ยังอยู่ในรูปแบบเดิมเพียงแค่ย้ายสถานที่เท่านั้น“เมืองมาลัย”...เป็นเมืองใหม่ ไซต์ก่อสร้างที่กลายมาเป็นรังสแกมเมอร์ จากการซักถามผู้ที่ถูกจับกุมมาทราบว่า มีชาวต่างชาติอยู่ประมาณ 900 กว่าคน มีคนไทยที่ถูกเอามาขังไว้ เพื่อเป็นบัญชีม้าอยู่ราว 100 กว่าคน...ปัจจุบันน้ำในคลองน้ำใสแห้งขอด ทำให้ขบวนการลอบขนคนเข้าเมืองเดินทางข้ามชายแดนได้ง่ายเป้าหมายคือ อำเภอมาลัย ฐานสแกมเมอร์แห่งใหม่ที่อยู่ห่างจากชายแดนไทยไม่ถึง 5 กิโลเมตร เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้วางรั้วลวดหนามเพื่อสกัด“สแกมเมอร์” ไม่ใช่แค่แก๊งโจรไซเบอร์ธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัญหาระดับภูมิรัฐศาสตร์ ที่สะเทือนทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภาพลักษณ์ของชาติในระดับโลกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า “scam centre”...ศูนย์สแกมเมอร์เชื่อมโยงอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ แต่เหตุใด “กัมพูชา” ในพื้นที่เมืองมาลัยใกล้ชายแดนไทย จึงยังถูกมองว่าเป็น “ฐานทัพ” ใหม่ของกลุ่มโจรออนไลน์เหล่านี้ ทั้งที่ความจริงสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิด เมืองมาลัย...ไม่ได้เป็นแค่เมืองเล็กบนแผนที่ แต่หลายหน่วยข่าวสารระดับนานาชาติระบุว่าเป็นพื้นที่ที่กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์สแกมเมอร์ระดับนานาชาติใช้เป็นฐานปฏิบัติการเพื่อโจมตีเป้าหมายทั่วโลกโดยเฉพาะการหลอกลวงทางโทรคมนาคม การลงทุนปลอม และ “pig–butchering” หรือการหลอกล่อเหยื่อผ่านความสัมพันธ์ออนไลน์ เพื่อนำเงินมหาศาลออกจากบัญชีเหยื่ออย่างเป็นระบบสิ่งที่โลกทราบกันแล้วคือ “ศูนย์สแกมเมอร์” เหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่เดียว แต่กระจายอยู่ทั่วกัมพูชา ตั้งแต่กรุงพนมเปญไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวอย่างสีหนุวิลล์และตามชายแดนติดกับไทย...ทั้งสะพานมิตรภาพอรัญประเทศ ปอยเปตหรือจาก “แหล่งรีสอร์ต...กาสิโน” ที่ถูกใช้เป็นสถานที่จอดคนและอุปกรณ์สำหรับโจมตีทางไซเบอร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจและสร้างคำถามให้โลกภายนอกคือ หากข้อมูลแบบนี้แพร่สะพัดทั่วโลก ทำไม “กัมพูชา” ยังไม่รับรู้ หรือตอบโต้สถานการณ์อย่างจริงจังจนเห็นผล?กล่าวกันว่า...หาก “ปอยเปต” คือนครแห่งการพนันที่กำลังพยายามล้างตัว “เมืองมาลัย” ก็คือด้านมืดที่กำลังขยายตัวเป็นมะเร็งร้ายรายใหม่ ท่ามกลางเสียงกระซิบจากฝั่งกัมพูชาว่า...ไม่มีอะไรในกอไผ่?พลิกแฟ้มย้อนวันวานนับจากยุทธการกวาดล้าง “เล่าก่าย” ในเมียนมา และการกดดันหนักใน “โก๊กโก่” ช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมหายไป แต่มันคือการดีดลูกคิดย้ายกระดาน “เมืองมาลัย จ.บันเตียเมียนเจย” กลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ด้วยมิติเชิงพื้นที่ที่ได้เปรียบทุกประตูการตั้งฐานห่างชายแดนไทยไม่กี่กิโลเมตร ทำให้แก๊งสแกมเมอร์สามารถ “ดูด” สัญญาณ 5G จากฝั่งไทยไปใช้ได้อย่างเสถียร โดยไม่ต้องพึ่งพาเครือข่ายกัมพูชาที่ถูกตรวจสอบง่ายกว่า...อีกทั้งพื้นที่ป่าเขาและคลองเล็กๆ การโยกย้ายอุปกรณ์...คน ทำได้รวดเร็วทันทีที่มีสัญญาณ “ไฟเหลือง” จากเจ้าหน้าที่หรือไม่สถานการณ์ปัจจุบันในปี 2569 แก๊งเมืองมาลัยไม่ได้ทำงานแบบเดิมอีกต่อไป ข้อมูลเชิงลึกจากศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ระบุถึงความน่ากลัวที่อัปเกรดขึ้น หนึ่ง...ไม่ใช่แค่คลิปวิดีโอ แต่เป็นระบบ AI ที่สวมหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้พิพากษามานั่งคุยสดๆกับเหยื่อผ่านวิดีโอคอล จนแทบแยกไม่ออกสอง...บัญชีม้า “ไฮบริด” การเปลี่ยนจากบัญชีธนาคารไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทำให้เงินที่ถูกดูดจากไทยไหลเข้าวอลเล็ตในเมืองมาลัยและฟอกเป็นเงินถูกกฎหมายผ่านกาสิโนในพื้นที่ได้ภายในไม่กี่นาทีแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ ประเมินกันว่า...อีกสองสามปีข้างหน้า สถานการณ์มีโอกาสจะพัฒนาไปใน 2 ทิศทาง หากกัมพูชายังคง “ทำเป็นไม่รู้” เมืองมาลัยจะพัฒนาเป็นอาณาจักรปกครองตนเองที่ซับซ้อนกว่าเดิม และจะกลายเป็นศูนย์กลางการโจมตีทางไซเบอร์ที่รุนแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?หรืออีกทาง...ไทยอาจต้องใช้มาตรการ “กำแพงสัญญาณ” ตัดวงจรการสื่อสารข้ามแดนในจุดเสี่ยง รวมถึงการกดดันผ่านกรอบความร่วมมือพหุภาคีเพื่อขอสิทธิ์เข้าไป “สังเกตการณ์” ในพื้นที่จริง“เมืองมาลัย” คือบททดสอบความจริงใจของเพื่อนบ้าน และเป็นเรื่องที่เราต้อง “นำ” ไม่ใช่แค่ “ตาม” เพื่อแก้ปัญหา “ภัยความมั่นคงระดับชาติ” ได้อย่างเท่าทัน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม