สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เข้าขั้นวิกฤติต่อเนื่อง ขึ้นอันดับ 1 ของเมืองใหญ่ ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกและกระทบกับสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง คืออยู่ที่ AQI 233 ในภูมิภาคนี้ ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา-186 เดลี ประเทศอินเดีย-183 ฮานอย ประเทศเวียดนาม-158 และอันดับ 5 ธากา ประเทศบังกลาเทศ-141 โดยที่ค่า AQI ที่สูงกว่า 200 ขึ้นไป จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงอย่างชัดเจนปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 มีปัญหาทุกปี และมีการแก้ไขปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง ไม่มีความต่อเนื่องทั้งที่มี ประชาชนใน จ.เชียงใหม่ ที่ได้รับผลกระทบกับสุขภาพถึงเสียชีวิตและเคยร้องเรียนให้รัฐเข้ามาจัดการปัญหาให้เป็นรูปธรรม มีการ ตั้งคณะทำงานและงบประมาณลงไปแก้ปัญหา แต่ก็ไม่ต่างจากการตำพริกละลายแม่น้ำปัญหา PM 2.5 รุนแรงขึ้นทุกปี ไม่เฉพาะที่เชียงใหม่ เมืองใหญ่ๆได้รับผลกระทบไม่ต่างกันรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่เคยคิดที่จะแก้ปัญหาใน ระยะยาว ปัญหาของประเทศเลยไม่เคยสะเด็ดน้ำและเป็นปัญหาซ้ำซาก ที่ต้องกลับมาแก้ไขเป็นประจำทุกปี งบประมาณแต่ละปีแทนที่จะนำไป พัฒนาประเทศ กลับต้องนำมาแก้ไขปัญหาซ้ำซากของประเทศเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของฝ่ายบริหารและภาคราชการ ที่ยังล้าสมัย กรณีศึกษาจากวิกฤติพลังงาน ทั้งภาครัฐและ ภาคราชการ เอาไม่อยู่ แก้ปัญหาแบบแพะชนแกะ เอาปัญหาของ ประเทศไปอ้างอิงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พิพัฒน์ รัชกิจประการ อ้างว่า ที่ต้องขึ้นราคาน้ำมันครั้งเดียว 6 บาท เพราะราคาน้ำมัน ประเทศเพื่อนบ้านแพงกว่าบ้านเรามาก ก็เลยต้องขึ้นราคาให้ใกล้เคียงกับราคาในเพื่อนบ้านเพราะถ้าไม่ขึ้น ก็จะมีการลักลอบนำน้ำมันไปขายในประเทศ เพื่อนบ้าน จะมีการกักตุนน้ำมันเอาไว้เพื่อขายทำกำไรจากส่วนต่าง อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ตีโจทย์ไม่แตก ระหว่างเสถียรภาพพลังงานในประเทศกับ ผลกระทบกับประชาชนในประเทศ เราอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ ก็จริง แต่ราคาสินค้า ค่าครองชีพ เราไม่ได้อิงกับสิงคโปร์ ค่าแรง ขั้นต่ำของไทยกับสิงคโปร์ไม่เท่ากัน สวัสดิการก็ไม่เท่ากัน ต้นทุนการผลิตน้ำมันก็ไม่เท่ากัน หลักการชดเชยก็ไม่เหมือนกัน ค่าเงินก็ไม่เท่ากันการลักลอบนำน้ำมันไปขายประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องของ มาตรการป้องกันและปราบปราม เรื่องของราคาน้ำมันเป็นเรื่อง ของการกำหนดราคาขายในประเทศของคณะกรรมการด้านพลังงานถ้าเอาสองเรื่องนี้มารวมกันก็แสดงว่า รัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ในการควบคุมและป้องกันแล้วโยนบาปให้กับประชาชนต้องรับภาระของวิกฤติพลังงาน ที่ตื่นตระหนกแห่กันไปซื้อจนน้ำมันขาดแคลน จากความต้องการน้ำมันวันละ 67 ล้านลิตร เป็น 80 กว่าล้านลิตรไปโน่น ก็เลือกกัน เข้ามาเองจะไปโทษใครได้.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม