วิกฤติน้ำมันครั้งนี้เสมอเหมือนเป็นการ “ตีเหล็กตอนร้อน” อย่างถูกจังหวะจะโคนแบบจั๋งหนับของ “กลุ่มทุนน้ำมัน” เหมือนมายากลหงายไพ่เล่นพนันที่มีแต่ได้กับได้ปานนั้นนับจากจังหวะนรก...“สงคราม” สร้างความตื่นตระหนก “ราคาน้ำมันโลกพุ่ง” แล้วก็มาต่อด้วยจังหวะทอง รัฐบาลยอมให้ขึ้น ราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาทรวดเดียว เพื่อ “รักษาสภาพคล่องกองทุน”แต่ความจริงอีกด้านคือการช่วยให้ Stock Gain ของโรงกลั่นพุ่งปรี๊ดๆๆๆ...หรือเปล่า ไม่ทราบได้?ตอกย้ำคำว่า “Stock Gain” คือกำไรที่เกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้าคงคลัง (มักเป็นน้ำมันดิบ) ที่บริษัทซื้อมาตุนไว้มีราคาต่ำกว่าราคาตลาดในปัจจุบันเมื่อมีการนำออกมาจำหน่ายหรือใช้งาน ทำให้โรงกลั่นมีส่วนต่างกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งมักใช้เรียกผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงกลั่นปิโตรเคมีเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเปิดไทม์ไลน์ “ยุทธการกินรวบ... (หรือไม่)” หากไล่เรียงเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่โลกเริ่มลุกเป็นไฟอาจจะพอเห็นภาพว่ามี “ฟันเฟือง” บางตัวทำงานได้อย่างสอดประสานจนน่าประหลาดใจ?28 ก.พ.69 “จังหวะนรก” เริ่มขึ้น สหรัฐฯ-อิสราเอล เปิดศึกอิหร่าน ราคาน้ำมันโลกดีดตัวรับสงครามทันที...1–5 มี.ค.69 อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่เผาเรือทุกลำที่ผ่านราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเวลาแค่ 5 วัน 6 มี.ค.69 ดร.ทองอยู่ฯแห่งสหพันธ์ขนส่งฯ ส่งสัญญาณเตือนภัย จี้รัฐตรึงดีเซล-หยุดส่งออกเพื่อตุนใช้ในไทย แต่คำขอร้องนี้กลับได้รับเพียง “ความเงียบ” จากรัฐบาล วันที่ 10–20 มี.ค.69 ราคาสิงคโปร์พุ่งไม่หยุด ปั๊มน้ำมันไทยเริ่ม “กระอัก” เพราะค่าการตลาดติดลบเกิดภาวะ “ขาดแคลนเทียม” น้ำมันมีแต่ไม่ขาย เพราะขายแล้วขาดทุน!24–25 มี.ค.69 ข่าวดีสายฟ้าแลบ อิหร่านเปิดทางให้ “เรือไทย” ผ่านช่องแคบได้ ความเสี่ยงเริ่มคลี่คลาย...วันที่ 26 มี.ค.69 รัฐบาลสับไกขึ้นราคา 6 บาทรวดเดียว อ้างกองทุนน้ำมันติดลบหนักทิ้ง “ประชาชน” ไว้ข้างหลังพร้อมค่าครองชีพที่จ่อพุ่งเป็นโดมิโนใคร “อิ่ม” ใคร “อ่วม” ? สะท้อนภาพให้เห็นกันชัดๆ เพราะ ชัดเจนว่าในสมรภูมินี้มีทั้ง “ผู้ที่ยิ้มรับทรัพย์” และ “ผู้ที่หลั่งน้ำตา” ผู้รู้ในวงการวิเคราะห์ตรงกันหลายเสียง ระบุว่า ถ้าหากว่า...“กลุ่มโรงกลั่น” คือ...ผู้ชนะตัวจริง ก็จะได้รับอานิสงส์ “Stock Gain” มหาศาลสมมติ...น้ำมันต้นทุนเก่าในคลังนับล้านบาร์เรล ถูกตีราคาใหม่เพิ่มลิตรละ 6 บาทในชั่วข้ามคืน ฟันกำไร “ลม” เข้ากระเป๋านับหมื่นล้านบาท...โดยไม่ต้องออกแรงกลั่นเพิ่มแม้แต่นิดเดียว?ต่อมาก็...อภิสิทธิ์ชนคนมีเรือ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่เรือผ่านฮอร์มุซได้ก่อนเพื่อน ได้เปรียบทั้งต้นทุนและปริมาณสินค้าในมือ ขายของแพงในวันที่คนอื่นไม่มีของ ส่วน ผู้รับเคราะห์ หนีไม่พ้น...ประชาชน...ขนส่ง แบกรับต้นทุนขนส่งที่กระโดดเพิ่ม 18-30% ทันทีปฏิเสธไม่ได้ว่าความ “เฉยเมย” ของรัฐบาลในช่วงที่กลุ่มขนส่งร้องเรียน ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยอย่างหนักในสังคมว่านี่คือการเปิดทางให้กลุ่มทุนพลังงาน “ถอนทุนคืน” จากศึกเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่?เพราะกำไรหมื่นล้านที่เกิดขึ้นในพริบตาจากส่วนต่างราคา 6 บาทนั้น มันช่างประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่โลกวุ่นวายได้อย่าง พอดิบพอดี...เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีข้อสงสัยสำคัญนี้ฉะนั้นมาตรการสแกนปั๊มน้ำมัน...มาตรการสั่งตรวจปั๊มน้ำมันของกระทรวงมหาดไทย จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการ “ล้อมคอกหลังวัวหาย” เพราะความมั่งคั่งถูกย้ายที่ไปหมดแล้ว จึงไร้ความหมาย เพราะนกตัวใหญ่บินหนีออกจากกรงไปพร้อมทองคำเรียบร้อยแล้วนับจากนี้จึงไม่ใช่ “น้ำมันขาด” แต่คือ “ความเชื่อมั่นที่ขาดสะบั้น” หรือไม่?พุ่งเป้าประเด็นที่มีการวิเคราะห์กันว่า “รัฐบาลทำไมดูไม่รู้ร้อนรู้หนาว” กับกำไรมหาศาลของกลุ่มทุนโรงกลั่นท่ามกลางวิกฤติน้ำมัน 6 บาท เป็นเรื่องที่บาดหัวใจและกระทบความรู้สึกของประชาชนอย่างรุนแรงนักวิเคราะห์ถอดรหัสเหตุผลเบื้องหน้าเบื้องหลังที่เป็นไปได้มากที่สุด โดยมองผ่านเลนส์ทางธุรกิจและการเมืองจะพบมิติที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะมิติ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ดูมีน้ำหนักที่สุดในสายตาประชาชนคือ...การมีเอี่ยวในเชิงโครงสร้าง “รัฐคือผู้ถือหุ้น...ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาล (ผ่านกระทรวงการคลัง) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของประเทศ เมื่อโรงกลั่นมีกำไรจาก Stock Gain หรือค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นก็จะได้รับเงินปันผลมหาศาลเข้าคลังหลวงด้วย”ในภาวะที่รัฐถังแตก การมีกำไรจากรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทในเครือมาช่วยเติมงบประมาณ อาจทำให้รัฐบาล “มองข้าม” ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของกลุ่มขนส่งได้หรือไม่ เพราะตัวเลขกำไรในบัญชีดูดีขึ้นข้อสมมติฐานถัดมา “การถอนทุนคืน” ในทางการเมืองเชิงวิพากษ์ มักมีการพูดถึง “ทุนพลังงาน” ว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักรายใหญ่ของการเลือกตั้งทุกยุคทุกสมัย ชำระหนี้บุญคุณ?...การปล่อยให้ราคาหน้าโรงกลั่นพุ่งตามตลาดโลกโดยไม่เข้าไป “แตะ” หรือ “ขอแบ่งกำไร”อาจถูกมองว่า...เป็นการเปิดช่องให้ “กลุ่มทุน” กอบโกยกำไรในช่วงวิกฤติ เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปในช่วงการเมืองก่อนหน้า...หรือเปล่า?“ช็อกไพรซ์...กำไรชั่วพริบตา?”...การขึ้นราคา 6 บาทรวดเดียวส่งผลต่อ Stock Gain ทันทีนับหมื่นล้านบาท ตัวเลขนี้เพียงพอที่จะถอนทุนคืนการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน นี่จึงเป็นอีกข้อสังเกตสำคัญที่หลายภาคส่วนพุ่งเป้าตั้งข้อสังเกตและสงสัยกันอย่างกว้างขวาง...ที่ยังรอความกระจ่าง ความจริงที่ชัดเจนแน่นอน...วิกฤติศรัทธาจะรุนแรงกว่าวิกฤติน้ำมันมากโข ถ้าประชาชนรู้สึกว่าถูกหลอก?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม