“ปวีณา” ร่วมกับตำรวจ ปคม.บุกเข้าช่วยเหลือเด็กหญิงชาวไทใหญ่วัย 14 ปี 2 คน ถูกล่อลวงไปเป็นสาวนั่งดริงก์ในร้านคาราโอเกะย่านลำสาลี เจอตัวแต่งโป๊เปลือยนั่งกินเหล้ารับแขกชั่วโมงละ 200 บาท ทางร้านหัก 50 บาท นอกจากนี้ยังพบเด็กสาวอายุ 16 ปี และหญิงสาววัย 18 และ 20 ปีอีก 2 คน ทั้งหมดเป็นชาวเมียนมา ดำเนินคดีเจ้าของร้านชาวเวียดนามหลายข้อหาตำรวจบุกช่วยเด็กหญิงชาวไทใหญ่ถูกล่อลวงไปทำงานคาราโอเกะ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 22.50 น.วันที่ 14 พ.ย. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ร่วมกับ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ท.ณัฎฐพัชร์ งามประดิษฐ์ รอง ผกก.สอบสวน กก.1 บก.ปคม. และ พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก.สน.หัวหมาก นำกำลังตรวจสอบร้านมาลี คาราโอเกะ ถนนศรีนครินทร์ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.ใกล้แยกลำสาลี พบเป็นตึกแถว 5 ชั้น 1 คูหา เจ้าของร้านเป็นชาวเวียดนาม ห้องวีไอพีอยู่ชั้นบน มีพนักงานเสิร์ฟหญิง 5 คน เป็นเด็กสาวชาวไทใหญ่อายุ 16 ปี 1 คน อีก 2 คนอายุ 18 และ 20 ปี เป็นชาวเมียนมา ส่วนอีก 2 คน เป็นเด็กหญิงอายุเพียง 14 ปีคือ ด.ญ.หนึ่ง (นามสมมติ) และ ด.ญ.สอง (นามสมมติ) ทั้ง 2 คนเป็นชาวไทใหญ่ และแม่ของเด็กเป็นต้นเรื่องเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีตามหาตัวจนพบนางปวีณา หงสกุล เผยว่า จากการคัดกรองจากตำรวจเบื้องต้นพบว่า เด็กถูกล่วงละเมิดด้วยการ กอด จูบ จับอวัยวะเพศ โดยเจ้าของสั่งให้เอาใจลูกค้า มิฉะนั้นจะไม่ได้เงิน โดยให้เด็กหญิงกินเหล้ากับลูกค้า ต้องจ่ายชั่วโมงละ 200 บาท เด็กถูกหักชั่วโมงละ 50 บาทให้เจ้าของร้าน นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ ด.ญ.วัย 14 ปีถูกลูกค้ามอมเหล้าและแอบใส่ยาอย่างหนึ่งในแก้วเหล้าให้ดื่ม จนต่อมามีอาการนอนดิ้นพล่านไม่มีสติ แม่เด็กเห็นจากคลิปวิดีโอถึงกับเป็นลม คืนนี้ตำรวจจะนำส่งตัวเข้าบ้านพักเด็ก กทม. เพื่อแยกเหยื่อและขยายผลร่วมกับตำรวจ สน.หัวหมาก เนื่องจากเหยื่อยังเป็นเด็กเข้าข่ายค้ามนุษย์ พม.จะส่งต่อไปยังบ้านเกร็ดตระการ กระทรวง พม. โดยมูลนิธิปวีณาจะร่วมกับ พม.ติดตามช่วยเหลือคดีนี้ต่อไปคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายจ้างพานางเอ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี ชาวไทใหญ่ แม่ของ ด.ญ.หนึ่ง อาชีพรับจ้างทำงานบ้าน และนางบี (นามสมมติ) อายุ 34 ปี ชาวไทใหญ่ แม่ของ ด.ญ.สองเข้าร้องทุกข์นางปวีณาว่า ลูกสาวของทั้ง 2 คนรู้จักกันทางเฟซบุ๊ก พากันหายตัวไปตั้งแต่วันที่6พ.ย. ไม่รู้ว่าไปไหน โดย ด.ญ.หนึ่งหายไปจากที่พักย่านพุทธมณฑลสาย 2 บางแค ส่วน ด.ญ.สองหายไปจากที่พักย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังจากนางเอและนางบีรู้ว่าลูกสาวหายไป ได้โพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊กชาวเมียนมาที่ทำงานอยู่ในไทย หากใครพบเห็นลูกสาวทั้ง 2 คนให้ช่วยแจ้งข่าว แต่ก็ไร้วี่แวว ต่อมาวันที่9 พ.ย. นางเอเห็นไลฟ์ในติ๊กต่อกของลูกสาวแต่งตัวโป๊คล้ายคนเมานั่งอยู่ในร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งย่านลำสาลี ส่วนนางบีเห็นภาพ ด.ญ.หนึ่ง ด.ญ.สอง และเด็กสาวพม่าอีกคนนั่งอยู่ด้วยกันในเฟซบุ๊กของลูกสาว คาดว่าหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นคนชักชวนลูกสาวของทั้ง 2 คนไปทำงานร้านคาราโอเกะ ก่อนหน้านี้วันที่ 9 พ.ย. ลูกเขยของนางบีเคยโทร.ติดต่อ ด.ญ.สองได้ส่งคลิปมาให้ดูว่า ด.ญ.หนึ่งนอนแต่งตัวโป๊สภาพคล้ายคนเมาไม่ได้สติ จากนั้นติดต่อน้องไม่ได้อีก นางเอและนางบีเป็นห่วงลูกมากกลัวลูกสาวทั้ง 2 คน ถูกหลอกไปขายบริการ ขอให้นายจ้างช่วยพามาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ ก่อนพาไปแจ้งความที่ บก.ปคม. และเข้าช่วยเหลือดำเนินคดีนางเจิ่น ถิ เฟือง งา อายุ 60 ปี เจ้าของร้านชาวเวียดนามเบื้องต้น ข้อหาเปิดสถาน บริการโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือสิทธิที่ได้รับอนุญาต ส่วนพนักงานหญิงชาวเมียนมาอายุ 18 และ 20 ปี ไม่มีเอกสารเข้าเมือง แจ้งข้อหาหลบหนีเข้าเมืองส่งพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ดำเนินคดีด้าน พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก.สน.หัวหมาก กล่าวถึงการดำเนินคดีเจ้าของร้านคาราโอเกะชาวเวียดนามว่า พฤติกรรมเจ้าของร้านยังไม่เข้าข่ายคดีค้ามนุษย์ เนื่องจากมีการกระทำเพียงยุยงส่งเสริมเด็กกระทำตัวไม่เหมาะสมเท่านั้น ไม่มีการบังคับให้เด็กค้าประเวณี ภายหลังมูลนิธิปวีณาฯและเจ้าหน้าที่ทราบเรื่องราวของเด็กดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตำรวจ สน.หัวหมาก เร่งเข้าช่วยเหลือไว้ได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่