“พล.อ.ณัฐพล” ยันนายกฯ-ครม.พ้นจากตำแหน่ง ไม่มีผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะถือเป็นนโยบายไม่มีเปลี่ยนแปลง รวมถึงไม่มีผลต่อเรื่องป้องกันประเทศ ขอประชาชนไม่ต้องห่วง แต่เตรียมตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้าที่ต่อ หลังคำสั่งที่นายกฯแต่งตั้งไว้สิ้นสุดไปด้วย ขณะที่ ทภ.2 เฝ้าระวังเข้ม หลังพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาใช้โดรนบริเวณช่องบก 1 ลำ ย้ำเตรียมพร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากสถานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะ ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ต่อมาที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 ส.ค. นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า การแก้ปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา คำสั่งทั้งหลายที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งไว้จะสิ้นสุด เรื่องนี้ รมช.กลาโหมได้พูดซักถามถึงประเด็นนี้ เลขาธิการนายกฯบอกว่าในวันที่ 31 ส.ค.จะเสนอแต่งตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ใหม่ เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อไปจากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลรักษาการจะกระทบกับงานชายแดนหรือไม่ว่า เรื่องป้องกันประเทศไม่มีผล เนื่องจากคำสั่งกระทรวงกลาโหมมีการมอบอำนาจกฎการใช้กำลังไว้แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ต้องรอหารือที่ประชุม แต่งานป้องกันประเทศ หรือปกป้องอธิปไตย ขอประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง เพราะ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทสส. มอบอำนาจไปแล้วว่า เหตุการณ์ตรงไหนเป็นอย่างไร สามารถทำอะไรได้บ้าง ไม่มีปัญหาตัดสินใจได้เลยพล.อ.ณัฐพลกล่าวอีกว่า นโยบายไม่เปลี่ยนอยู่แล้ว ตอนนี้คงไม่มีใครมาเปลี่ยนนโยบาย หากเกี่ยวกับ การใช้กำลังป้องกันประเทศเพื่อปกป้องชายแดนไทย-กัมพูชา จะทำอะไรเราพร้อมทุกอย่าง ยืนยันพร้อมเหมือนเดิม สบายใจได้ แต่ที่จะต้องรอความชัดเจน คือนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ย้ำว่าเรื่องการป้องกันชายแดน และการใช้กำลังป้องกันประเทศไม่มีปัญหาต่อมาศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ณ เวลา 14.00 น. สถานการณ์โดยรวม มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ และอยู่ระหว่างติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ส่วนกรณีข้อกล่าวหาฝ่ายกัมพูชาต่อการใช้สารพิษของฝ่ายไทย ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์ ของกัมพูชา มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาสวมใส่หน้ากากป้องกันสารพิษ พร้อมกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยอาจมีการใช้อาวุธเคมีและสารพิษในการปฏิบัติการทางทหารนั้น กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยไม่เคยมีนโยบายและไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธเคมีหรือแก๊สพิษ ในการปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนภายในประเทศกัมพูชาเองทั้งนี้ ประเทศไทยยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention—CWC) และไม่เคยมีการพัฒนา ผลิต ครอบครอง หรือใช้อาวุธเคมีในทุกกรณี อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อหลักมนุษยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนทุกฝ่ายมั่นใจว่าประเทศไทยดำเนินการด้วยความโปร่งใส ยึดหลักสันติวิธี และพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง ความปลอดภัย และสันติภาพในภูมิภาค ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายกัมพูชานำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น เป็นข่าวเท็จและเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศตนเอง มิได้มีข้อเท็จจริงใดๆเกี่ยวข้องกับนโยบายหรือการปฏิบัติการของฝ่ายไทยส่วนที่ จ.สระแก้ว หลังกองกำลังบูรพาประกาศใช้กฎอัยการศึกในเขตบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ปรากฏว่าตลอดวันที่ 30 ส.ค.ที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาให้กำลังใจทหารที่อยู่แนวหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำสิ่งของอาหาร เครื่องดื่มและของแห้งมามอบให้ทหาร บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักมีเด็กๆที่มาพร้อมครอบครัวเข้ามาถ่ายรูปกับทหารไม่ขาดสายผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อช่วงสายเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง เพื่อรังวัดที่ดินให้กับประชาชน ในพื้นที่ตามแผนงานที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เจ้าหน้าที่นำชาวบ้านเข้าไปในพื้นที่รังวัด พบว่ามีกำลังของกัมพูชาซุ่มเฝ้าดูอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์ว่าอาจเกิดความไม่ปลอดภัย และตัดสินใจยกเลิกการปฏิบัติการชั่วคราว ก่อนจะเดินทางกลับออกจากพื้นที่ต่อมากองกำลังบูรพา โดย ฉก.12 ได้รับการประสานจากสำนักงานที่ดินสระแก้ว สาขาอรัญประเทศ ในการจัดชุดรักษาความปลอดภัย พร้อมทั้งชุดตรวจสอบ ทุ่นระเบิด เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะเจ้าหน้าที่ รังวัดที่ดินให้กับประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจาน รวมจำนวน 20 ราย การรังวัดสามารถดำเนินการได้ครบถ้วนในทุกแปลงที่ดิน ยกเว้น 1 แปลง ซึ่งอยู่ใกล้กับหลักเขตแดนที่ 47 เนื่องจากตรวจพบว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีทุ่นระเบิดตกค้างอยู่ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ฉก.12 จึงได้แจ้งให้เจ้าของที่ดินและสำนักงานที่ดินทราบถึงสถานการณ์ เพื่อรอการประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อไปขณะเดียวกันมีรายงานว่า เมื่อเวลา 07.00 น.วันเดียวกัน พ.อ.เมธี คำเต็ม ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 (ผบ.ชค.ทพ.12) นำกำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ร่วมกับกองพันทหารม้าที่ 30 เข้าปิดล้อมจับกุม 38 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาที่ลักลอบข้ามแดนช่องทางธรรมชาติจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในไทย บริเวณไร่อ้อย ท้ายหมู่บ้านโนนขี้เหล็ก ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ เป็นชาย 20 คน หญิง 17 คน และเด็กหญิง 1 คน ตรวจสอบไม่มีหนังสือเดินทาง หรือเอกสารอนุญาตทำงานในประเทศไทย จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาสอบสวนที่กองร้อยทหารพรานที่ 1204เบื้องต้นทั้งหมดให้การว่าเดินทางมาจากภูมิลำเนาในประเทศกัมพูชา ลักลอบเข้าไทยช่องทางธรรมชาติเพื่อมาหางานทำ เนื่องจากอยู่ฝั่งกัมพูชาประสบปัญหาความอดอยาก ไม่มีงานทำขาดรายได้ ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ รัฐบาลกัมพูชาไม่เหลียวแลปล่อยประชาชนอดๆอยากๆ จนต้องยอมเสี่ยงชีวิตลักลอบเข้าไทยเพื่อมาหาเลี้ยงชีพ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชาวกัมพูชาทั้ง 38 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ ดำเนินคดีและผลักดันหรือเนรเทศส่งตัวกลับประเทศกัมพูชาต่อไปส่วนที่วัดพัฒนาธรรมาราม หรือวัดบ้านด่าน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ชาวบ้านด่าน ม.14 เดินทางมายื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่ อบต.ด่าน และผู้นำชุมชน เพื่อลงทะเบียนขอรับการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน หลังจากรัฐบาลประกาศให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้าน ได้แก่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เพื่อใช้ในการเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาต่อไปสำหรับการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพ ครัวเรือนละ 2,000 บาท สำหรับการอพยพไม่เกิน 7 วัน และเยียวยาครัวเรือนละ 5,000 บาท เป็นเงินสด ผ่านระบบพร้อมเพย์ สำหรับการอพยพตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป ใช้งบประมาณ 1,516 ล้านบาท ส่วนเอกสารที่จะต้องแนบมาด้วย คือ 1.สำเนาบัตรประชาชน 2.สำเนาทะเบียนบ้าน 3.ใบมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นคำร้องด้วยตนเองได้) โดยมีประชาชนชาว ต.ด่าน เดินทางมาลงทะเบียนตามจุดต่างๆ ในแต่ละหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก ซึ่งในตำบลด่านมีครัวเรือนที่มีสิทธิ์ลงทะเบียน จำนวน 3 พันกว่าครัวเรือน ไม่ต่างจากพื้นที่อำเภออื่นๆ โดยเฉพาะที่ ศาลาประชาคมหมู่บ้านบ้านออด หมู่ 11 ตำบลบัวเชด อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ประชาชนเดินทางไปลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือเยียวยาดังกล่าวอย่างคึกคักเช่นกัน เบื้องต้นในหมู่บ้านออดมีผู้มาลงทะเบียนยื่นความจำนงขอรับการเยียวยาแล้ว 157 คนขณะที่ที่วัดสวนธรรมปีติ (ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท) บ้านแกเปะ ต.เชียงเครือ อ.เมืองกาฬสินธุ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัวของทหารกล้า ส.อ.จิรายุ สิงห์อ้น หรือเจมส์ อายุ 30 ปี ทหารสังกัด ร้อย.ลว.ไกล 6 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะทหารกัมพูชาที่บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้นำรูป ส.อ.จิรายุ สวมเครื่องแบบชุดปกติขาว เข้ากราบสักการะขอพรกับหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ทั้งนี้ บุ๋ม-น.ส.ปาริชาติ ภรรยาของสิบเอก จิรายุ สิงห์อ้น กล่าวว่า วันนี้มาพร้อมครอบครัว นำรูปของสามีมากราบสักการะขอพรจากหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ซึ่งหลวงปู่ท่านได้เมตตาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ขจัดปัดเป่าสิ่งอัปมงคล รู้สึกดีใจปลื้มปีติ ภาคภูมิใจที่สามีได้พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตย และคิดว่าดวงวิญญาณของสามีคงจะรู้สึกดีใจและปลาบปลื้มใจเช่นเดียวกันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่