หลังการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย–กัมพูชาที่ประเทศมาเลเซีย สิ้นสุดลง ฝ่ายไทยโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหมไทย ได้แถลงถึงความสำเร็จของการประชุมในครั้งนี้ ตามที่ไทยเสนอเงื่อนไขในการหยุดยิงไป 13 ข้อ ในสาระสำคัญก็คือ ห้ามใช้อาวุธทุกชนิด ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง ห้ามปล่อยข่าวปลอมเพื่อลดความตึงเครียด ห้ามใช้กำลังกับพลเรือนและทหาร มอบหมายให้คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ดำเนินการหยุดยิงโดยมีผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียนนำโดยมาเลเซียจะประสานงานและสังเกตการณ์ โดยจะไม่มีการข้ามพรมแดน ซึ่งจะมีการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคหลังจากนี้อีกสองสัปดาห์สาระสำคัญของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นภาพกว้างๆของการหยุดยิงซึ่งไม่ได้แปลว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาจะยุติโดย สิ้นเชิง แต่เป็นการเริ่มต้นเท่านั้น การหยุดยิงไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิดการสู้รบตามแนวชายแดนขึ้นมาอีก เพราะตามข้อตกลง ให้กำลัง ของแต่ละฝ่ายยังคงกำลังและอาวุธไว้ในพื้นที่ที่ยึดเอาไว้ได้ หลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค. และปรากฏว่า กำลังของทั้งสองประเทศที่ประชิดกันอยู่ในพื้นที่การปะทะมีการกระทบกระทั่งกันตลอดเวลาและไม่ได้แปลว่า พื้นที่ข้อพิพาทที่กำลังของทั้งสองฝ่ายเชิญหน้ากันอยู่ในขณะนี้จะได้ข้อยุติว่าเป็นของใคร ก็เท่ากับว่าสงครามยังไม่ยุติอยู่ดียังมี โดรน สอดแนม และ สายลับ ของฝ่ายกัมพูชา เคลื่อนไหว ในเขตแดนของไทยอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่จับได้และจับไม่ได้ เมื่อกัมพูชาไว้วางใจไม่ได้ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนบริเวณแนวชายแดน โดยเฉพาะ 4 จังหวัดที่มีการสู้รบ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ก็ยังไว้วางใจอะไรไม่ได้ทั้งนั้นการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่ไม่ยินดียินร้ายกับข้อตกลงหยุดยิง แต่มีการปล่อยข่าวยั่วยุจากผู้นำของอีกฝ่ายตลอดเวลา รวมทั้งที่กัมพูชาไม่ยอมรับในประเด็นการเก็บกู้กับระเบิด และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่กลับไปแสดงการสนับสนุนมอบรางวัลโนเบลสันติภาพให้กับผู้นำสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ เป้าหมายของกัมพูชาชัดเจนว่า ต้องการดึงเรื่องนี้ไปสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการยึดเอาสามเหลี่ยมมรกตเป็นของกัมพูชาให้ได้และขั้นตอนต่อไปคือความพยายามที่จะ ให้กองกำลังสากลจากประเทศที่สาม เข้ามาประจำในพื้นที่พิพาท อย่างน้อยก็ใช้กำลังต่างชาติเป็นเกราะกำกับในการตอบโต้ของฝ่ายไทย ถึงเราจะไม่ยอมรับข้อเสนอในวันนี้ แต่หากเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้นมาอีก ใครจะรับประกันว่ากองกำลังประเทศที่สามจะไม่เข้ามา เข้าทางเลยทีนี้เพราะฉะนั้นเราคงไม่ต้องรีบแสดงผลงาน หรือดีอกดีใจบนเครื่องบินว่าเราประสบความสำเร็จ แต่เราควรจะตั้งรับและมีมาตรการเชิงรุก การวางแผนความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนบริเวณแนวชายแดนอย่างไรมากกว่า เมื่อเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่การลากเส้นเขตแดนและผลประโยชน์ทับซ้อน เราจำเป็นต้องรักษาคุณภาพมากกว่าปริมาณ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม