ครม.เคาะแล้วเงินเยียวยาผู้สูญเสียจากเหตุ ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “เจ้าหน้าที่รัฐ” ตาย-ทุพพลภาพ ได้ 10 ล้านบาท เจ็บสาหัสได้ 1 ล้านบาท ส่วน “พลเรือน” ได้ 8 ล้านบาท เจ็บสาหัสได้ 8 แสนบาท นอกนั้นลดหลั่นกันไป ทบ.เชิญ ICRC เยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชาพบอยู่สบายดี ขณะเดียวกันมอบ สมช. เป็นเจ้าภาพ ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้อง ฟ้องร้องดำเนินคดีกัมพูชา ทั้งทางอาญาและแพ่ง ทั้งในประเทศ และระดับโลก เหตุใช้กำลังทหารรุกรานอธิปไตยไทยจนเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมลากคอผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ส่วนการประชุมจีบีซีวันที่สอง ไทยยื่นข้อเสนอเพิ่มเป็น 8 ข้อ บางประเด็นสองฝ่ายเจรจาบรรลุผล ในเบื้องต้นแล้วหลังไทยกับกัมพูชาตกลงหยุดยิงมาเกินสัปดาห์ และกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาข้อยุติข้อพิพาทชายแดนอย่างเป็นทางการ ผ่านประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย—กัมพูชา (GBC) เป็นวันที่สอง ณ ประเทศมาเลเซียไทยยื่น 8 ข้อเสนอวงถกจีบีซีที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 5 ส.ค. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังมาร่วมงานโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครบ 138 ปี ถึงข้อเสนอในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) เป็นวันที่ 2 ว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ค่อยมีเรื่องมาเสนอมากนัก แต่ฝ่ายไทยเตรียมการไว้ 8 ข้อ โดยฝ่ายเลขาฯกัมพูชาได้รับข้อเสนอไปพิจารณา และปรึกษากับผู้บังคับบัญชา ซึ่งตามกรอบ GBC ช่วง 4-6 ส.ค.นี้ เป็นการประชุมของกองเลขาฯสองฝ่ายรอวัดใจกัมพูชาเห็นพ้องทุกข้อพล.อ.ณัฐพลยังกล่าวถึงความต่างของข้อเสนอ ที่ยื่นไปใหม่กับของเดิม 7 ข้อ จากระดับพื้นที่ว่าเป็นการลงในรายละเอียดจากข้อตกลงเดิม สำหรับกรณีที่ทางกัมพูชามีความเคลื่อนไหวในลักษณะการเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน ในระหว่างการประชุม GBC นั้น จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมด้วย แต่ขอไม่พูดในรายละเอียด ข้อห่วงใยที่กองทัพและรัฐบาลฝากให้ไปหารือกับทางกัมพูชา หากกัมพูชาเห็นด้วยกับข้อเสนอ 8 ข้อของไทย ถือว่าผ่านและเข้าสู่ที่ประชุมหลักในวันที่ 7 ส.ค.ได้ โดยก่อนการประชุมหลักทางกองเลขาฯจะกลับมาไทย เพื่อให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เห็นชอบ ก่อนลงนามในวันประชุมหลักต่อไป แต่หากข้อเสนอทั้ง 8 ข้อที่ฝ่ายไทยเสนอไปทางกัมพูชายอมรับได้เพียงบางส่วน จะบันทึกเฉพาะส่วนที่กัมพูชาเห็นด้วยตรงกัน และจะนำประเด็นที่ทางกัมพูชาไม่เห็นด้วยไปประชุมในครั้งต่อไป ทั้งนี้ ต้องดูด้วยว่าประเด็นที่กัมพูชาไม่เห็นด้วยขัดแย้งกับเจตนารมณ์โดยรวมหรือไม่บรรลุข้อตกลงหยุดยิงบางประเด็นอย่างไรก็ตาม เวลา 12.52 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) โพสต์ข้อความว่า การหารือภายใต้กรอบ GBC ณ เวลา 11.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) การประชุม 2 ฝ่าย โดยคณะเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย ได้เสนอประเด็นสำคัญในร่างเอกสารสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อตกลงการหยุดยิงให้ฝ่ายกัมพูชาพิจารณา โดยมีบางประเด็นที่สองฝ่ายสามารถเจรจาบรรลุผลในเบื้องต้นกันได้แล้ว ส่วนที่ยังบรรลุข้อตกลงไม่ได้ จะกลับไปหารืออีกครั้งหนึ่งในบางส่วน โดยทั้งสองฝ่ายจะนำเข้าที่ประชุมในช่วงบ่ายยังให้มาเลเซียเป็นกาวใจต่อไปนอกจากนี้ สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานคำสัมภาษณ์ของนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ว่าทางการไทยและกัมพูชาขอให้มาเลเซียยังคงทำหน้าที่ชาติเป็นกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป หลังจากที่มาเลเซียพ้นจากตำแหน่งประธานอาเซียนในปีหน้า ซึ่งมาเลเซียยินดีที่จะทำหน้าที่ชาติไกล่เกลี่ยต่อไปจนกว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะยุติความขัดแย้งระหว่างกันได้ จากเดิมที่มาเลเซียตั้งเป้าจะยุติข้อขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาให้ได้ภายใน 3 เดือน สิ่งสำคัญที่สุดคือ กระบวนการเจรจาสันติภาพ ซึ่งทั้งสองประเทศต้องมีความจริงใจเพื่อหาข้อยุติความขัดแย้งดังกล่าวซัดกัมพูชาหวังใช้เชลยด้อยค่าไทยวันเดียวกัน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีกัมพูชาเรียกร้องการส่งตัวเชลยศึกกัมพูชากลับประเทศว่า กัมพูชาทราบดีว่าความพยายาม ดังกล่าวมีนัยแอบแฝง เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายไทยในสายตาชาวโลก แต่เชื่อว่าไม่มีผล เพราะฝ่ายไทยดำเนินการทุกอย่างไปตามกรอบกฎหมาย และกติกาสากลอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา กรณีเชลยศึกกัมพูชา ฝ่ายไทยมีความจำเป็นและมีเหตุผลในการควบคุมตัวตามกฎหมายสากลระหว่างประเทศและอนุสัญญาเจนีวา ด้วยการดูแลเป็นอย่างดี แต่กัมพูชากลับมีหนังสือฟ้องสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศไทยมีหนังสือถึง OHCHR ตอบโต้ประท้วงข้อกล่าวหาดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาในทันทีจี้ทำไมกัมพูชาไม่เก็บศพทหารพล.ต.วินธัยกล่าวอีกว่า กองทัพไทยขอถามกลับไปที่ฝ่ายกัมพูชาว่า 1.ในเรื่องการจัดการศพของทหารกัมพูชาที่ตกค้าง ทำไมจึงไม่มาจัดเก็บให้เรียบร้อย ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรมสากล เพื่อให้เกียรติทหารของตัวเอง และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2.ตามมารยาททางการทูตและธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศ ต่อกรณีที่ฝ่ายไทยส่งศพทหารกัมพูชากลับไป 18 ศพ ส่งเชลยศึกกลับไปให้ 2 คน กลับไม่เห็นกัมพูชามีท่าทีใดๆที่แสดงออกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ไม่เคยขอบคุณใดๆ ฝ่ายไทย ตรงกันข้าม เชลยศึกกัมพูชา 2 คนดังกล่าวไปพูดบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหาฝ่ายไทย ทั้งๆที่ได้ลงบันทึกการแสดงเจตนาตนเองภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่เลวร้าย ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ไร้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของทหารเชิญ ICRC มาดู 18 เชลยศึกวันเดียวกัน พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษก ทบ. เปิดเผยว่า กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ อำนวยความสะดวกให้คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานภูมิภาคคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross : ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ในช่วงสาย ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนปกติของหน่วยงาน ICRC ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบตามข้อเรียกร้องของฝ่ายกัมพูชาที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึก สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและยึดมั่นของไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ตลอดจนเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการดูแลเชลยศึกด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง ยืนยันไม่มีการซ้อมทรมานดูแลดีมีอาหารครบ 3 มื้อพ.อ.ริชฌากล่าวอีกว่า ในโอกาสนี้กองทัพบกได้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ ICRC เข้าพบและพูดคุยกับเชลยศึกอย่างอิสระ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา พร้อมทั้งจัดให้มีการตรวจสุขภาพ เพื่อยืนยันว่าไม่มีการซ้อมทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ตามที่มีการกล่าวอ้างในบางสื่อ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแต่อย่างใด นอกจากนี้ กองทัพบกยังได้บรรยายสรุปให้แก่คณะ ICRC เกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การควบคุมตัวกำลังพลฝ่ายกัมพูชาในฐานะเชลยศึก ตลอดจนมาตรการด้านการดูแล การรักษาพยาบาล และการดำเนินการส่งตัวเชลยศึกที่ได้รับบาดเจ็บและมีอาการทางจิตเวชกลับประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 ที่ผ่านมา สำหรับเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 นาย กองทัพบกยืนยันว่าทุกนายมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านอาหารครบ 3 มื้อ สถานที่พักที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการดูแลจากแพทย์ประจำพื้นที่อย่างใกล้ชิดย้ำไทยยึดมั่นแนวทางสันติวิธีเวลาต่อมา นายภูมิธรรมอ่านแถลงการณ์รัฐบาล “ก้าวผ่านสองวิกฤติ เดินหน้าไปด้วยกัน” มีเนื้อหาสรุปว่า ห้วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยก้าวผ่านสถานการณ์สำคัญสองประการ ที่ท้าทายและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ คือเผชิญสถานการณ์ความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เดือน ก.พ. รัฐบาลไทยอดทนต่อการยั่วยุ ยึดมั่นแนวทางสันติวิธีภายใต้กรอบกฎหมาย ระหว่างประเทศ เราเป็นคนที่รักสงบ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่การสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์ รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการตอบโต้ในทันที เพื่อปกป้องอธิปไตย และชีวิตของประชาชนในชาติ ทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด ขณะนี้เหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนได้สิ้นสุดลงแล้วเบื้องต้น และได้เริ่มเข้าสู่การเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันผ่านการประชุม GBC ตามหลักสันติวิธี ซึ่งประเทศไทยยึดมั่นมาโดยตลอดครม.เยียวยาผู้สูญเสีย 8—10 ล้านนายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของทุกๆครอบครัว และประชาชนทุกท่านในจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ แม้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะประเมินเป็นมูลค่ามิได้ แต่รัฐบาลจะขอผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อชดเชยความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และรายได้ของประชาชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัวทหาร เจ้าหน้าที่ราชการที่เสียชีวิต รวมรายละ 10,000,000 บาท และครอบครัวประชาชนที่เสียชีวิตรวมรายละ 8,000,000 บาท พร้อมทั้งได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อป้องกันข่าวปลอม ที่มุ่งหมายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนหาช่องฟ้องกัมพูชา “แพ่ง-อาญา”ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายภูมิธรรมมีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมายกรณีที่กัมพูชาใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์รุกรานอธิปไตยของไทย จนเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กำลังพลและทางราชการเป็นจำนวนมาก โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ทั้งในประเทศและระดับโลก ให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานหลัก ดำเนินการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย เช่น กองทัพบก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ให้เชิญเลขาธิการกฤษฎีกา ให้คำแนะนำทางกฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้สั่งการและผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ รวมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งแจ้งให้ประชาชนผู้เสียหายทราบถึงสิทธิในการฟ้องร้องคดีอาญา และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้สั่งการด้วยรวมเงินเยียวยา 404 ล้านบาทเวลาต่อมา นายจิรายุ ได้แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมฯมีมติเห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ โดยให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.2568 จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ เห็นชอบกรอบอัตราเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ทหาร ทหารพราน ตำรวจ ตชด. กรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพ ได้รับการเยียวยา 10 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 1 ล้านบาท บาดเจ็บมาก 5 แสนบาท ส่วนประชาชน เสียชีวิตและทุพพลภาพ ได้รับการเยียวยา 8 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 8 แสนบาท บาดเจ็บมาก 4 แสนบาท เห็นชอบกรอบวงเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 16 ก.ค.-2 ส.ค.2568 จำนวน 404.60 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลางฯ เพื่อแก้ไขหรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายในบางกรณี และกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยตามระเบียบ นร. ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้จัดเตรียมข้อมูลต่อไปในการเยียวยาทรัพย์สินที่มีความเสียหายรพ.เปิดบริการเพิ่มอีก 2 แห่งทั้งนี้ นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ณ เวลา 10.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ยอดพลเรือนที่เสียชีวิตจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชายังเท่าเดิมคือ 14 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเพิ่ม 1 ราย ที่ จ.บุรีรัมย์เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวมผู้บาดเจ็บสะสม 39 ราย ส่วน รพ.ที่ได้รับผลกระทบได้เปิดปกติเพิ่ม 2 แห่งใน จ.ตราด คือ รพ.บ่อไร่ และ รพ.คลองใหญ่ เปิดบางส่วนเพิ่ม 1 แห่ง คือ รพ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ส่วน รพ.สต.กลับมาเปิดปกติเพิ่มขึ้น 1 แห่ง เปิดบางส่วนเพิ่มขึ้น 9 แห่ง สำหรับศูนย์พักพิงลดลง 13 แห่งกบข.เร่งรัดจ่ายเงินกองทุนขณะที่นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.ขอแสดงความเคารพและสดุดีต่อความเสียสละของทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดนไทยจากเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทายาทของทหารที่เป็นสมาชิก กบข. และเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว กบข.ได้เร่งจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ทายาทสมาชิก ที่เป็นเงินสะสมของสมาชิก เงินสมทบจากรัฐ และผลประโยชน์จากการที่ กบข.นำเงินไปลงทุนสร้างผลประโยชน์ โดยทายาทสามารถติดต่อขอรับเงินกองทุน ยื่นเรื่องผ่านหน่วยงานต้นสังกัด และเมื่อเอกสารครบถ้วนถูกต้อง กบข.จะจ่ายเงินโดยเร็ว โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook กบข. LINE @gpf community หรือศูนย์บริการข้อมูลสมาชิก โทร.1179เร่งหาระเบิดกัมพูชาตกค้างสำหรับบรรยากาศในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับกัมพูชา ที่หลายพื้นที่ยังประสบปัญหาการตกค้างของระเบิดจากฝ่ายทหารกัมพูชาที่ยิงข้ามแดนเข้ามาตกใส่พื้นที่ของประชาชน โดยที่ จ.สุรินทร์ EOD ตชด.21 ร่วมกับทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ อ.พนมดงรัก ตรวจพบหลุมระเบิด BM-21 อีกหลายจุด ที่ตกใส่เรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน บางส่วน ระเบิดไม่สมบูรณ์ จึงต้องเร่งตรวจสอบเพื่อวางแผนเก็บกู้โดยเร็วเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทบ.ใช้แทรกเตอร์ลุยกู้ทุ่นระเบิดขณะเดียวกันมีรายงานว่า กองทัพบกได้ส่งรถแทรกเตอร์ดันดินเข้าปฏิบัติงานไถเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายทหารกัมพูชาได้แอบวางไว้โดยรอบบริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี นอกจากนี้ รถแทรกเตอร์ดันดินยังเข้าทำลายสิ่งก่อสร้างที่ผิดกฎหมายอีกด้วย หลังจากที่ทหารไทยสามารถยึดพื้นที่ดังกล่าวกลับคืนมาได้ก่อนถึงกำหนดเส้นตายหยุดยิงในคืนวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ กัมพูชาส่งทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งรกรากและสร้างครอบครัว เปิดร้านขายของมากถึง 80 หลังคาเรือนที่ช่องอานม้า ซึ่งเป็นดินแดนอธิปไตยของประเทศไทย การกระทำของกัมพูชา ถือเป็นการละเมิด MOU43 ทางฝ่ายไทยได้ยื่นประท้วงไปหลายครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชานิ่งและเมินเฉยมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวกองทัพบกระบุว่า จากนี้ต่อไปทหารไทยจะไม่ยอมให้กัมพูชาละเมิด MOU43 อีกแฉเล่ห์กัมพูชามาตั้งตลาดขายของทั้งนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันตรงกันว่า ช่องอานม้าเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ในอดีตที่ผ่านมา กัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างอนุสาวรีย์ตาอม สร้างชุมชนและตลาด โดยฝ่ายไทยเคยประท้วงการกระทำดังกล่าวไปหลายครั้งแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมแก้ไขปัญหา ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวย้ำว่า การกระทำเช่นนั้นของกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU43 อย่างชัดเจน ซึ่งจากนี้ไป กองทัพภาคที่ 2 จะไม่ยอมให้มีการละเมิดข้อตกลงนี้อีกต่อไป และจะไม่มีการอนุญาตให้ผู้ใดเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ชุมชนและตลาดบริเวณนั้นอีกแล้วเชิญดอกไม้พระราชทานมอบทหารที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อ.เมืองบุรีรัมย์ เวลา 11.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ ปิจนำ ผวจ.บุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ จ่าสิบโท นฤชา ศรีเมืองบุญ และพลทหารพงษ์เพชร หมั่นหินราช สังกัดกรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชไชย จ.ขอนแก่น ที่เจ็บป่วยระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณฐานปฏิบัติการ ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ จากเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่ รพ.บุรีรัมย์ โดยมีคณะแพทย์ พยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิดย้ายศูนย์พักพิงฯรับเปิดเรียนส่วนที่ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ นายสุริยา บุตรจินดา รอง ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานการประชุม ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติในหลายด้านสำคัญ อาทิ การย้ายศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ตั้งอยู่ในวิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ และโรงเรียนเบญจลักษ์พิทยา ไปยังสถานที่ใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่โรงเรียนจะเปิดภาคเรียนในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ โดยมอบหมายให้อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอเบญจลักษ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกันจัดหาศูนย์พักพิงใหม่ให้เพียงพอและปลอดภัย ขณะเดียวกัน ศึกษาธิการจังหวัดศรีสะเกษ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศรีสะเกษ-ยโสธร ได้รับมอบหมายให้เร่งสำรวจความเสียหายของโรงเรียนในสังกัด พร้อมจัดทำรายงานขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัด และกรณีที่วงเงินเยียวยาเกินกว่ากรอบงบประมาณ ให้เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาเพิ่มเติมกัมพูชาแห่ข้ามแดนหลัง รบ.ขู่ยึดบ้านอีกด้านหนึ่ง ที่ด่านชายแดนบ้านผักกาด ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 5 ส.ค.คนกัมพูชานับหมื่นคนเบียดเสียดกันหน้าด่าน ตม.เพื่อรอด่านฝั่งกัมพูชาเปิดในเวลา 09.00 น.เพื่อเดินทางกลับประเทศ บางรายเดินทางมาพักค้างคืนหน้าด่านตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.บางกลุ่มเดินทางมาจากภาคใต้ ขนสัมภาระเครื่องใช้ อาทิ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ในครัวเรือน มาวางเรียงหน้าด่าน ทั้งนี้ แรงงานกัมพูชาร้อยละ 90 ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าวิตกกังวลในคำขู่ของผู้นำกัมพูชาที่ว่าหากอยู่ในไทย ไม่กลับกัมพูชาภายในวันที่ 13 ส.ค.นี้จะยึดบ้านที่ดิน และตัดชื่อออกจากประชากรกัมพูชา แม้ว่าแรงงานบางคนจะไม่เชื่อในคำขู่ แต่มีเจ้าหน้าที่ตระเวนปล่อยข่าวให้กับพ่อแม่ที่อยู่ฝั่งกัมพูชา ทำให้วิตกมากยิ่งขึ้น มีการโทร.มาบังคับ ขอร้องให้กลับบ้านก่อน แม้รู้ว่ากลับไปแล้วจะไม่มีงานทำก็ตามผวาข่าวลือจนต้องกลับประเทศไม่ต่างจากบริเวณหน้าจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว แรงงานกัมพูชากว่า 300 คน เดินทางมารวมตัวกันตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อรอข้ามแดนกลับประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทย บางคนทำงานในภาคประมง อุตสาหกรรม และก่อสร้าง โดยทั้งหมดต่างหอบหิ้วสัมภาระ กระเป๋าเดินทาง และของใช้ส่วนตัวจำนวนมาก บางครอบครัวพาเด็กเล็กเดินทางมาด้วย ซึ่งบางคนยอมรับว่ากลัวกระแสข่าวที่ผู้นำกัมพูชาขู่ว่าถ้าไม่กลับจะยึดที่ดินยึดบ้าน พร้อมทั้งตัดสัญชาติ ทำให้พ่อแม่พี่น้องที่อยู่กัมพูชาต้องโทร.ตามให้รีบกลับบ้านโดยด่วน ซึ่งฝ่ายไทยอนุโลมเปิดประตูด่านในเวลา 13.00-16.00 น. ให้แรงงานกัมพูชาข้ามแดนกลับประเทศตัวเองพบโดรนปริศนาบินสระแก้วสำหรับกรณีการพบวัตถุคล้ายโดรนบินว่อนในหลายพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงเวลา 21.30 น. วันที่ 4 ส.ค. บริเวณแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่ทหารเร่งปฏิบัติการปิดล้อมพื้นที่ต้องสงสัย หลังได้รับรายงานจากประชาชนในพื้นที่ว่าพบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนจำนวนมากบินวนอยู่เหนือท้องฟ้าหลายจุด โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้สถานีบริการน้ำมัน ปตท.โคคลาน ซึ่งมีประชาชนถ่ายภาพและรายงานว่าเห็นโดรนบินอยู่ไม่ต่ำกว่า 15 ลำในรัศมีใกล้เคียงโดรนมาเป็นสิบจับไม่ได้สักรายเช่นเดียวกับที่ จ.ปราจีนบุรี ช่วงค่ำวันที่ 4 ส.ค. ที่บริเวณมหาวิทยาลัยในตำบลเนินหอม พบว่ามีโดรนบินมาในในพื้นที่ ในรอบแรกมี 2 ลำ ที่ทยอยบินโดรนมาติดๆกัน จากนั้นไม่นานพบโดรนบินมาในพื้นที่อีก 4 ลำติดต่อกัน โดยโดรนจะบินมาในทิศทางและแนวเดียวกันทั้งสิ้น คือจากทิศตะวันออกผ่านมหาวิทยาลัยเข้าไปในพื้นที่ความมั่นคงของทหาร จำนวน 3 หน่วย กระทั่งเวลาประมาณ 20.40 น. พบว่ามีโดรนบินมาทางทิศตะวันออกติดต่อกัน จำนวน 8 ลำ และมี 1 ลำ ที่บินต่ำ จนชาวบ้านในพื้นที่มองเห็นตัวโดรนได้ชัดเจนที่มีขนาดใหญ่ ประมาณ 1.5 เมตร ชาวบ้านนำโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพไว้ ซึ่งโดรนลำนี้มีลักษณะ 4 ใบพัด ซึ่งจากการที่มีโดรนไม่ทราบฝ่ายบินเข้ามาในพื้นที่นับสิบลำ แต่จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถติดตามตัวผู้บังคับโดรนได้สักรายคนไทยในสหรัฐฯ รวมตัวโต้กัมพูชานอกจากนี้ มีรายงานจากสหรัฐอเมริกาว่าเมื่อวันที่ 4 ส.ค. เวลา 16.00-18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ชุมชนชาวไทยต่างๆในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ออกมารวมตัวกันที่หน้าร้านอาหารย่านไทยทาวน์ นครลอสแอนเจลิส ประมาณ 60 คน และพระ 1 รูป เพื่อเรียกร้องสันติภาพและความสงบสุขของไทย จากการถูกกัมพูชาโจมตีตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถือธงชาติไทยและสหรัฐฯ พร้อมร้องเพลงชาติไทย มีการปราศรัยเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยกประเด็นสำคัญ อาทิ 1.ชาวไทยต้องการสันติภาพ 2.การที่ไทยถูกกัมพูชาโจมตีก่อน จำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเองเพื่อตอบโต้การโจมตีจากกัมพูชา 3.ไทยต้องการให้กัมพูชาหยุดการยิงตามที่ได้ตกลงกัน ในการชุมนุมกันครั้งนี้ มีการถือป้ายข้อความภาษาอังกฤษใจความ อาทิ ขอเรียกร้องสันติภาพ เอกภาพและความยุติธรรม ประเทศไทยพูดความจริง ร่วมด้วยช่วยประเทศไทย หยุดยิงโรงพยาบาลและชุมชน ขอประณามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม หยุดเผยแพร่ข้อเท็จไปทั่วโลก ใช้เวลาชุมนุม 2 ชั่วโมง จึงแยกย้ายกลับด้วยความสงบ และวันที่ 10 ส.ค.นี้ ได้นัดร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพให้ทหารและพลเรือนไทยที่เสียชีวิต ณ วัดไทยนครลอสแอนเจลิส“มาริษ” นัดทูตไทยแก้เกมเฟกนิวส์ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ได้แถลงภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากวันที่ 4 ส.ค.สรุปข้อเท็จจริงให้กับทูต 75 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศอื่นว่า ได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้ประเทศต่างๆเข้าใจไทยมากยิ่งขึ้น โดยเรียกร้องให้กัมพูชาใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เป็นประเทศอาเซียนด้วยกัน ต้องแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและสุจริตใจ ส่วนกระแสสงครามข่าวสารบิดเบือนจากกัมพูชานั้น สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล และสำนักงานประเทศไทย ได้ใช้กลไกที่มีแสดงความจัดเจนบนเวทีพหุภาคีต่างๆ และในวันที่ 7 ส.ค.ได้นัดประชุมออนไลน์กับสถานทูตทุกแห่ง เพื่อมอบหมายแนวทางดำเนินการ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปที่สงครามจิตวิทยาและสงครามข่าวสาร พร้อมได้ขอไปยัง รมว.ต่างประเทศมาเลเซียว่าให้ช่วยเตือนกัมพูชาให้ยุติการใช้เฟกนิวส์อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่