บ้านเมืองยามนี้หาอะไรรื่นรมย์ไม่ได้ ผมก็ขอหาเรื่อง (จีน) เก่า เล่าขัดตาทัพไปวันๆ และสาบาน ไม่ตั้งใจจะค่อนขาดผู้นำ ไม่ว่าฝั่งไหน ประเทศใดให้ระคายเคืองลองอ่านกันดูชุมชนใหญ่อย่างเมืองซี่ ก็เหมือนเมืองคนรวยๆทั่วไป ถนนหนทางมีรถราสัญจรไปมาแน่นหนา ผู้คนเดินเบียดเสียดกันจนเหงื่อไหลไคลย้อยผู้คนบ้านเมืองแถวนี้ ไม่มีเวลาจะชมเมฆงามบนท้องฟ้า ทุกคนเร่งรีบไปทำธุระของตัวเอง แต่ก็มีเรื่องที่แอบรู้ๆกัน มีคนว่างชนิดไม่มีอะไรจะทำบ้างเหมือนกัน ดังเช่นคุณชายของเศรษฐีจางคุณชายถูกรักถูกตามใจจนเคยตัว อ้าปากก็มีอาหารรสเลิศป้อน แค่ยื่นมือ เพชรนิลจินดา เงินทองก็มาถึง เป็นที่เลื่องลือกัน แต่ไหนแต่ไร คุณชายจางไม่เคยขาดอะไรในชีวิตทว่า...เมื่อพินิจพิจารณาถี่ถ้วน คุณชายจางก็มีส่วนที่ขาดอยู่บ้าง ส่วนขาดที่สำคัญ คือจิตใจเมตตากรุณา และการเสาะแสวงหา ความก้าวหน้า...เช่นมนุษย์ปุถุชนอื่นๆคนที่หัวใจขาดความเมตตากรุณา จึงไม่เคยคิดที่จะช่วยเหลือคนยากจน คุณชายคิดว่าเป็นการหาเรื่องใส่ตัว คุณชายไม่อยากจะเรียนหนังสือ หรือฝึกฝนอะไรสักอย่าง ไม่น่าเชื่อ...คุณชายปฏิเสธกระทั่งจะเดินออกไปชมทิวทัศน์งามๆนอกบ้านมีเรื่องที่ซุบซิบกันในวงเล่าเล็กๆ แล้วค่อยๆกระจายออกไปรู้กันในวงกว้าง ทุกวัน คุณชายจางจ้องอยู่แค่กำแพง และเสาบ้าน“ถ้าฟ้าเกิดถล่มลงมา มันจะค้ำไว้ไหวหรือไม่?” คุณชายรำพันเสียงดังจนมีคนได้ยิน“ถ้าฟ้าถล่ม ขออย่าให้มันล้มมาทับเรา ก็น่าจะดี”ในไม่ช้า เรื่องคุณชายจางกลัวฟ้าถล่มลงบ้าน กลายเป็นบทสนทนาขำขันหลังอาหารของคนในเมืองซี่ และแพร่หลายไกลไปเมืองอื่นเรื่องที่ชาวบ้านคุยกันแล้วหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง “พวกเราเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานแต่ละวัน กลัวว่าเวลาจะไม่พอ แต่คุณชายจาง กลับว่างงานจนกลัวว่าฟ้าจะถล่มเรื่องขำขันคุยกันเล่นแพร่หลายไปกว้างขวางจากอดีตมาถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นนิทาน เรื่องคนเมืองซี่ห่วงว่าฟ้าจะถล่มทำเอาคนเมืองซี่ไม่พอใจ เพราะคนเมืองซี่ที่ว่าง แบบว่า มีคุณชายจางอยู่คนเดียวแล้วเรื่องขำขัน ก็ถูกผู้รู้ระดับวิญญูชน ระดับอาจารย์ เอามาเป็นหัวข้อถกเป็นปรัชญา“มองในมุมดี ควรเป็นเรื่องน่าดีใจ ที่คนเมืองซี่ห่วงเรื่องฟ้าถล่ม แต่หากเขาว่าง...มากเสียจนไม่มีอะไรให้ห่วงเลย เกิดคิดไกลไปถึงอยากจะฆ่าคน อยากจะเผาบ้านเพื่อความสำราญ...จะเป็นเรื่องน่ากลัวยิ่งกว่าหัวข้อถกแถลงข้อนี้แปลกใหม่ พวกศิษย์ตั้งใจจด อาจารย์จึงได้ช่องที่จะถกปรัชญาต่อแม้เราจะกลัวคนที่ว่างเกินไป จะทำอะไรเกินเลยก็จริง แต่หากมีคนอีกพวก ที่มีเรื่องให้ “วุ่น” จนเกินไปวุ่นจนไม่รู้ว่าตัวเองวุ่นเรื่องอะไร คนพวกนี้น่ากลัวมากนักหนา ยิ่งถ้าเป็นระดับเจ้าเมือง ไม่แค่บ้านเมืองตัวเองจะวุ่นวาย บ้านเมืองข้างเคียงก็จะถูกหางเลข หนาวๆร้อนๆไปด้วย(เรื่องจริงของพวกวุ่นเกินไป เราๆคงเห็นกันแล้ว มีคนใหญ่ชนิดที่เรียกยศตำแหน่งไม่ถูก เพราะสั่งได้ทุกเรื่อง อย่างน้อยก็สองเมือง จากเดิมที่เคยรักกันปานจะกลืนกิน เมื่อโกรธกันก็ถึงขั้นยุชาวบ้านก่อสงคราม)นิทานเรื่องนี้ จึงมีคำสอนต่อท้าย...ชีวิตคนเราถ้าว่างเกินไป ความคิดก็จะฟุ้งซ่าน ถ้าวุ่นเกินไป อุปนิสัยแท้จริงก็จะไม่ปรากฏด้วยเหตุนี้ วิญญูชนจึงพึงใส่ในกายและใจ ทั้งไม่ควรอย่างยิ่งที่่จะทิ้งความรื่นรมย์จากธรรมชาติ.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม