เหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดน “ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงเข้าใส่ชุมชนในฝั่งไทยหลายจุด” ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบต้องอพยพหลบหนีภัยท่ามกลางที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวความกังวลต่อความปลอดภัยของตนเอง รวมถึงลูกหลาน ญาติพี่น้อง และคนใกล้ชิดแม้เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว “แต่แผลกระทบทางใจยังเหลืออยู่” โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประสบเหตุโดยตรง และครอบครัวของผู้สูญเสียที่บางคนมีอาการในจิตใจยังไม่แสดงออกอีกมากเรื่องนี้ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ อดีตนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย บอกว่า ผู้ประสบภัยในการสู้รบกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต 3 กลุ่ม คือกลุ่มแรก...“ผู้ประสบภัยต้องอพยพจากพื้นที่สู้รบมาอยู่ที่พักพิงชั่วคราว” มักเผชิญภาวะเครียด วิตกกังวลความไม่แน่นอนในอนาคต “กระทบต่อสุขภาพจิต” แถมมักถูกมองเป็นผู้ประสบภัยหรือเหยื่อของเหตุการณ์ ดังนั้นแนวทางการฟื้นฟูคือเปลี่ยนบทบาทจากผู้เคราะห์ร้ายให้เป็นผู้ร่วมฟื้นฟูวิกฤติ เพื่อสร้างความหวังความเข้มแข็งเพราะผู้ประสบภัยเหล่านี้จะมีต้นทุนเดิมติดตัวมาคือ “ความสัมพันธ์อยู่ร่วมชุมชนเดียวกัน” ก็ใช้จุดนี้มาสร้างให้ทุกคนมีบทบาทร่วมกันวางระบบการทำครัวกลาง การจัดเวรยาม การดูแลความสะอาด เพื่อดูแลกันเองในศูนย์พักพิงจะช่วยฟื้นฟูความรู้สึกว่า “มีคุณค่ามีความหมาย” อันจะสามารถประคับประคองสิ่งรอบตัวไปได้แล้วด้วยความสัมพันธ์เคยใช้ชีวิตร่วมกัน “มักเข้าใจซึ่งกันและกันสามารถรวมพลังดูแลกันเองได้ดี” สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยเรื่องความเป็นอยู่แต่ยังส่งผลดีโดยตรงต่อสุขภาพจิตของทุกคนในสถานการณ์ที่อาจต้องอยู่ในที่พักพิงนานเพราะถ้าใช้เวลาทั้งวันแค่รอรับความช่วยเหลือไม่มีบทบาทใดๆ ผู้ประสบภัยจะรู้สึกไร้ค่าหมดหวังอยู่เสมอทว่าหน่วยงานที่เข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยก็ควรตระหนักว่า “การช่วยเหลือไม่ได้มีเพียงมิติการให้อย่างเดียว” แต่ควรเปิดโอกาสให้ผู้ประสบภัยมีส่วนร่วมกันจัดการปัญหาด้วยตนเอง เพราะแม้จะอยู่ในภาวะวิกฤติแต่การที่คนรู้สึกว่า “ตนเองยังสามารถทำประโยชน์” เพื่อผู้อื่นในชุมชนจะเป็นการฟื้นฟูจิตใจได้ดีที่สุดอีกทั้งการได้รับ “ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องก็มีส่วนช่วยฟื้นฟูความรู้สึกได้” ดังนั้นควรลดข่าวลือข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนก เพราะข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่ข้อเท็จจริงแต่คือ “เครื่องมือในการยึดเหนี่ยวทางจิตใจ” ที่จะช่วยสร้างความหวัง และเสริมสุขภาพจิตให้ผู้ประสบภัยสามารถประคับประคองชีวิตผ่านภาวะวิกฤติครั้งนี้ไปได้ในส่วนบทบาท “หน่วยงานดูแลด้านสุขภาพจิต” ในสมัยก่อนหน่วยงานรัฐมักดูแลเฉพาะด้านอย่างเช่น “กรมสุขภาพจิต” เน้นคัดกรองปัญหาทางจิตใจ ความเครียด หรือปัญหาทางจิตเวช “กรมอนามัย” ดูแลสิ่งแวดล้อมและความสะอาด “กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ก็เข้ามาดูแลรับผิดชอบด้านความปลอดภัยหากแยกการดูแลแบบเดิม “จะยิ่งตอกย้ำให้ผู้ประสบภัยเป็นเหยื่อซ้ำ” แต่แนวคิดใหม่ในปัจจุบันจึงเน้นความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ชุมชนมีบทบาทเข้ามาเป็นผู้ร่วมกอบกู้วิกฤติไม่ใช่เป็นแค่ผู้รับความช่วยเหลือเท่านั้นประเด็นถัดมา “กรณีผู้สูญเสียจากการสู้รบ” ในเรื่องนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มแรก...“ผู้บาดเจ็บ” ซึ่งมักมีทั้งบาดแผลทางกาย และจิตใจที่เผชิญเหตุการณ์มาด้วยตนเอง ทำให้การรอดชีวิตนั้นมาพร้อมกับความหวาดกลัว ตื่นตระหนก และอาจเกิดภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD)กลุ่มที่สองคือ “ญาติหรือครอบครัวผู้เสียชีวิต” ซึ่งเผชิญความเศร้าจากความสูญเสียอย่างลึกซึ้ง “บางคนรู้สึกผิดที่รอดมาได้ ขณะที่คนใกล้ชิดกลับไม่รอด” ส่งผลต่อสภาพจิตใจรุนแรงต้องให้เวลาในการปรับตัว และจำเป็นต้องมีกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต รวมถึงการสนับสนุนต่อเนื่องเพื่อให้เขาฟื้นตัวนอกจากนี้วิธีการที่เกี่ยวข้องกับ “ชุมชน-ศาสนา” ก็สามารถช่วยเยียวยาจิตใจได้อีกทางอย่างเช่นการผูกข้อไม้ข้อมือ การนิมนต์พระมาสวดมนต์พรมน้ำมนต์ หรือทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนมีบทบาทช่วยให้ผู้อยู่ข้างหลังคลี่คลายความโศกเศร้า และก้าวผ่านในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียไปได้ระดับหนึ่ง“ผู้ประสบภัยกลุ่มนี้อย่าเร่งอย่าคาดหวังว่าจะกลับมาปกติได้เร็ว แต่พยายามให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมตามวิถีชีวิตดั่งเดิม เช่น รวมกลุ่มกับเพื่อนบ้านในงานกิจกรรมต่างๆให้เขารู้ว่ายังยืนอยู่ในสังคมได้ ถ้ามีอาการนอนไม่หลับวิตกกังวลกระทบชีวิตประจำวันจริงๆก็พิจารณาให้ยาควบคู่กับการพูดคุยเยียวยาทางจิตใจไป”นพ.ยงยุทธ ว่าทว่าคนทั่วไปเวลาเจอกับภาวะสูญเสียนั้น “มักใช้เวลาปรับตัวกับเหตุการณ์ประมาณ 1 เดือน” ส่วนใหญ่ก็จะสามารถปรับตัวค่อยๆกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ แล้วแน่นอนว่าผู้สูญเสียมักจะต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ที่ต้องได้รับการประเมินสุขภาพจิตทุกคนโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องหากหลังผ่านไป 1 เดือนแล้วยังจมอยู่กับความโศกเศร้าอาจเสี่ยงต่อภาวะทำร้ายตัวเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ ซึ่งความรู้สึกนี้มักเกิดขึ้นภายหลังโดยเฉพาะถ้าไม่ได้รับการดูแลหรือขาดระบบสนับสนุนที่เพียงพอในช่วงนั้นเพราะหลังการสูญเสีย “ผู้ประสบเหตุยังอยู่ในภาวะตกใจ และพยายามปรับตัว” ดังนั้นการมีชุมชน เพื่อน หรือกลุ่มสนับสนุนทางสังคม หรือผู้มีประสบการณ์คล้ายกัน เช่น ผู้สูญเสีย ผู้บาดเจ็บแบบเดียวกันได้มีโอกาสมาเจอแบ่งปันประสบการณ์ และให้กำลังใจกันและกันก็จะเกิดแรงสนับสนุนในเชิงบวกได้เป็นอย่างดีทั้งยังเห็นแบบอย่างของคนปรับตัวได้ “จะช่วยให้มีแรงใจเดินหน้าต่อไป” ฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือกลุ่มสนับสนุนทางสังคมที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มด้านจิตใจ และลดความรู้สึกโดดเดี่ยวในช่วงยากลำบากนี้ตอกย้ำเวลาพูดถึง “การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ” มักจะนึกถึงนักวิชาชีพด้านสุขภาพจิตเข้าไปดูแลในเรื่องนี้ก็ถูกต้องเพราะมีความเชี่ยวชาญสามารถประเมินได้ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นมีภาวะซึมเศร้า และมีความกังวล หรือมีบาดแผลทางใจหรือไม่ แต่ว่านักวิชาชีพจะเข้าไปเยี่ยมเป็นครั้งคราวไม่สามารถอยู่ดูแลได้ตลอดเวลาในทางกลับกัน “กลุ่มสนับสนุนทางสังคม” จะถือเป็นพลังสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ประสบเหตุได้มากกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทุกคนต้องอยู่รวมกัน เช่น ในศูนย์อพยพก็จะสามารถพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนให้กำลังใจกันได้บ่อยๆ ก็ถือเป็นกลไกในการฟื้นฟูจิตใจ และช่วยให้การปรับตัวเป็นไปได้ดียิ่งขึ้นย้ำการดูแลสภาพจิตใจ "ผู้สูญเสียจากการสู้รบมีความจำเป็นสำคัญ" ทีมสุขภาพจิต และกลุ่มสนับสนุนทางสังคมต้องร่วมกันในการเสริมแรงใจให้ผู้ประสบเหตุก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์นั้นไปได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม