แม้สถานการณ์ความรุนแรงตามแนวพรมแดนไทย ดูเหมือนจะคลี่คลายลงไปบ้างหลังจากลูกพี่ใหญ่ “สหรัฐอเมริกา” ใช้เรื่องกำแพงภาษีเข้ามากดดัน บีบรัฐบาลไทยให้ยอมเจรจาหยุดยิงจนเป็นที่มาของการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น 3 ประการ คือการหยุดยิงทันทีนับตั้งแต่เที่ยงคืนของคืนวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามด้วยการนัดประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้บัญชาการทหารสองฝ่าย ตบท้ายด้วยให้มีการจัด ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.แต่สุดท้ายอีกสนามการปะทะที่ยังคงไม่จบสิ้นคือ “ศึกข่าวสาร” ที่ฝ่ายกัมพูชากำลังรุกอย่างหนัก เพื่อป้ายสีให้ไทยเป็นผู้รุกราน และกัมพูชาเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม ก่อนเข้าช่วงสุดสัปดาห์ ได้มีแถลงการณ์จากสมาคมผู้สื่อข่าวกัมพูชา (CCJ) อัดใส่ฝั่งไทยมาว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงติดตามอย่างใกล้ชิดและสังเกตว่าบางสื่อของไทยยังคงเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงหยุดยิงวันที่ 28 ก.ค. พบว่าบางสื่อของไทย (ระบุชื่อมาพร้อมสรรพ) มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างต่อเนื่อง การรายงานในลักษณะนี้ไม่เพียงแสดงถึงความขาดแคลน “จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ” ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสื่อมวลชนในช่วงเวลาที่อ่อนไหวเช่นนี้แต่ยังสร้างความสับสนและส่งผลกระทบทางลบต่อสถานการณ์จริงตามแนวชายแดน รวมถึงความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการแสวงหาทางออกอย่างสันติภายใต้การสนับสนุนจากนานาชาติด้วยเหตุนี้ ซีซีเจจึงขอเรียกร้องให้สื่อไทยปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพด้านสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด โดยตรวจสอบแหล่งข้อมูลอย่างรอบคอบและรายงานอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมขอให้มีบทบาทในการลดความตึงเครียด ด้วยการนำเสนอข่าวที่ไม่ยุยงปลุกปั่นทางชาตินิยมหรือเชื้อชาติ และหันมาเน้นการส่งเสริมบทสนทนาและความร่วมมือในทางที่สร้างสรรค์ระหว่างทั้งสองประเทศนับเป็นท่าทีที่สอดประสานกับการรายงานข่าวของสื่อต่างๆในกัมพูชา รวมทั้งการแถลงข่าวของรัฐบาลกัมพูชา ที่รวมหัวกันเล่นงานฝ่ายไทยกันแบบองคาพยพ ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาของการปะทะ แต่ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อช่วงหลายเดือนก่อนมาย่ำแย่ที่สุดคือ ในช่วงเวลานับจากเสียงปืนแตก ข้อมูลข่าวสารจากกัมพูชาอัดมาอย่างเป็นระบบ กล่าวหาฝ่ายไทยพลาดไปถูกพลเรือนของตัวเอง ทิ้งระเบิดใส่ปราสาทในพื้นที่อ้างสิทธิจนย่อยยับ กระหน่ำยิงใส่พื้นชุมชนของกัมพูชา (ซึ่งสื่อต่างประเทศรายงานว่ากัมพูชาตั้งฐานปืนใหญ่ไว้) ไปจนถึงการยืนยันว่า ไทยใช้ “อาวุธเคมี” โจมตีกัมพูชา ก่อนปรับแก้ภายหลังว่า เป็นการโปรย “ควันพิษ”ในความเป็นจริงนั้นอยากเล่าให้ฟังว่า สื่อมวลชนวิชาชีพในไทยต่างเป็นห่วงต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และถึงแม้บางคนปากจะโวยวายตลอดช่วงระยะเวลาการทำงาน แต่สิ่งที่ถ่ายทอดออกไปสู่สาธารณชน ล้วนแต่เป็นไปตามแนวทางการปฏิบัติ คือการเช็กที่มาให้แน่ชัด หากไม่ชัวร์แม้แต่เล็กน้อย ก็ปล่อยผ่านทิ้งถังขยะไปบางคนที่เคยมีความสัมพันธ์กับสื่อกัมพูชา ยังมีการพยายามส่งสาร แสดงความห่วงใย แสดงความยึดมั่นต่อวิชาชีพ พร้อมทั้งช่วยยืนยันว่า เรื่องนี้จริงไม่จริงตามหลักจรรยาบรรณ ถึงแม้จะไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องสื่อสารถึงกันภายใต้สถานการณ์ที่สองประเทศกำลังอยู่ในห้วงเวลาของความขัดแย้งกระนั้น สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการนิ่งเฉย ปล่อยผ่าน ไร้การตอบสนองจากสื่อหรือสมาคมสื่อกัมพูชาที่สร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรกันมาหลายปี กลับกลายเป็นว่าฝ่ายไทยเองที่เป็นเดือดเป็นร้อน เพราะทันทีที่ฝ่ายกัมพูชาท้วงติงอะไรมา เราก็พร้อมที่จะเต้นตาม ปฏิบัติตามคำขอยกตัวอย่างง่ายๆ แค่ขอมาว่าอย่าใช้คำว่า “เขมร” ต้องใช้ว่า “กัมพูชา” หรือเรื่องที่เรียกนายฮุน เซนไม่ได้ต้องใช้คำว่า “สมเด็จ” สื่อมวลชนไทยก็พยายามอย่างถึงที่สุดแม้จะดูว่าบังคับกันนิดๆ ตรงกันข้ามสื่อของกัมพูชากลับเขียนกันอย่างสนุกมือ ปลุกปั่นคำว่า “อย่ามาไทยกับฉัน” ในลักษณะเหยียดหยามเชื้อชาติ ซึ่งฝ่ายไทยก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป ด้วยความรู้สึกที่ว่า เป็นนักข่าวเหมือนกันควรมีความเป็นมืออาชีพเหมือนกันสมมติวันหนึ่งสื่อไทยอยากใช้มาตรฐานเดียวกันบ้าง ก็คงวุ่นวายกันน่าดูชม พาดหัวไปแบบสนองอารมณ์ในลักษณะที่ว่า กัมพูชาตายเป็นเบือสนองความบ้าอำนาจและเกมการเมือง ปลุกปั่นชาตินิยมยึดปราสาทเรียกคะแนนนิยมลูกชายสุดที่รัก เพียงแต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่ใช่ข้อเท็จจริง เราถูกพร่ำสอนกันมาถึงเรื่องความเป็นฐานันดร 4 และการยึดมั่นต่อความถูกต้องอย่างไม่เลือกปฏิบัติจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งต่อสภาพแวดล้อมข้อมูลข่าวสารของทางกัมพูชาในวันนี้ พร้อมทั้งเข้าใจในเรื่องที่กัมพูชาไม่มีสื่ออิสระอย่างแท้จริง เพราะส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลฮุน เซน และได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง กัมพูชาคงถีบตัวขึ้นมาอยู่ในมาตรฐานเดียวกันในยุคของการต่อต้านข่าวปลอมสลัดหลุดจากพฤติกรรมเดิมๆ ที่ทำให้ถูกตีตราว่า กัมพูชานี่มันคบไม่ได้จริงๆ.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม