เหยื่อ “ฮารุ” กะเทยแสบโผล่อีกราย คราวนี้เป็นสาวเจ้าของร้านอาหารย่านสี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนฯ เคยโดนหลอกให้เซ้งที่ทำร้านอาหารสูญเงินนับล้านบาท ระหว่างที่แฝงตัวมาในคราบครูสอนภาษาให้ลูก สร้างโปรไฟล์ให้ดูดีน่าเชื่อถืออ้างจบจากจุฬาฯ รู้จักคนมากมาย “สมควร พึ่งทรัพย์” รอง ผบช.น. ระบุอยู่ระหว่างหาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบหลังพบกะเทย “ฮารุ” เคยเข้ารับการฝึกอบรมด้านจิตวิทยา รวมทั้งมีความเชื่อคลั่งไคล้ในลัทธิหรือไม่ ด้านตำรวจ สน.บวรมงคล คุมตัว 2 ผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลอาญาตลิ่งชันแล้วจากกรณี พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.นำกำลังชุดสืบสวน บก.สส.บช.น.จับกุมนายฮารุ ฮวังสิริ อายุ 39 ปี สาวประเภทสอง ลูกครึ่งญี่ปุ่น-เกาหลี และนายตรีเพชรรัตน ณพชร อายุ 20 ปี กะเทยหนุ่มไทย ร่วมกันก่อเหตุหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำร้ายร่างกายทุบตี-กล้อนผม-น้ำร้อนสาดใส่เหยื่อหญิงสาวอดีตพยาบาล 3 คน พร้อมเด็กชาย-หญิงลูกของเหยื่ออีก 2 คน ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านพระราม 8 ท้องที่ สน.บวรมงคล ตรวจสอบพบนายฮารุมีพฤติกรรมใช้หลักจิตวิทยาแอบอ้าง ข่มขู่บังคับต่างๆนานา จนเหยื่อคล้อยตามหวาดกลัวยอมเป็นเบี้ยล่างทำงานใช้หนี้ที่กะเทยแสบรายนี้อุปโลกน์ขึ้นมากว่า 140 ล้านบาท ทั้งๆที่เหยื่อทั้งสามถูกหว่าน ล้อมให้ร่วมลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับคอลลาเจนหลอกเอาทรัพย์สินไปไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทความคืบหน้า ที่ สน.บวรมงคล เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 ต.ค. เจ้าหน้าที่พนักงานตรวจแรงงานและพนักงานตรวจความปลอดภัย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.สุริยา บุญไหล รอง สว.(สอบสวน) สน.บวรมงคล เพื่อขอข้อมูลพฤติกรรมของผู้ต้องหาว่าเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการใช้แรงงานในเรื่องใดบ้าง เบื้องต้นพบเพียงพฤติกรรมการบังคับใช้แรงงานเท่านั้น ส่วนความผิดอื่นอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมต่อมาเวลา 13.00 น. นางเจริญศรี อังศิมาพงษ์ อายุ 50 ปี เจ้าของร้านอาหารย่านสี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนฯ 1 ในผู้เสียหายเดินทางเข้าให้การกับตำรวจเพิ่มเติม หลังตกเป็นผู้เสียหายถูก 2 ผู้ต้องหากะเทยแสบหลอกจนสูญเงินไปนับล้านบาท นางเจริญศรีให้ข้อมูลว่าก่อนหน้านี้เมื่อปี 60-61 นายฮารุเป็นครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษให้กับลูกที่บ้าน เจ้าตัวสร้างโปรไฟล์ให้ดูน่าเชื่อถือทำตัวไฮโซ อ้างจบจากจุฬาฯรู้จักกับอาจารย์ที่จุฬาฯหลายคน ต่อมาออกอุบายพี่สาวมีที่ดินอยู่บนถนนข้าวสารต้องการให้ตนไปเซ้งเปิดเป็นร้านอาหาร พาไปดูที่จนหลงเชื่อโอนเงินให้หลายครั้งรวมเป็นเงินหลักล้านบาท หลังได้เงินไปเริ่มติดต่อนายฮารุได้ยากขึ้น เจ้าตัวอ้างไปอยู่ไต้หวัน-เกาหลี จนติดต่อไม่ได้เชื่อว่าถูกหลอก ไปแจ้งความที่ สน.บุปผาราม ส่วนเรื่องลัทธิซาตานต่างๆ ของนายฮารุนั้นยังไม่เคยพบ มีแต่ได้ยินจากข่าวเท่านั้นจากนั้นไม่นาน ตำรวจ สน.บวรมงคลคุมตัวนายฮารุและนายตรีเพชรรัตน 2 ผู้ต้องหากะเทยแสบลงมาจากห้องควบคุมขังเพื่อนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญาตลิ่งชัน เพื่อดำเนินคดีในข้อหา 1.ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นได้รับอันตรายสาหัส 2.ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่นหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นพล.ต.ต.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าชุดคณะทำงาน เดินทางมาตรวจสอบสำนวนคดี ก่อนเปิดเผยว่า เบื้องต้นพบผู้ตกเป็นเหยื่อของนายฮารุมากกว่า 5 คน มีบางส่วนถูกหลอกจะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง พนักงานสอบสวนก็จะแยกย่อยไปอีกคดี ส่วนเรื่องผู้ต้องหาที่เคยเข้าร่วมการอบรมเรื่องจิตวิทยานั้น ตำรวจให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ต้องหาผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้มาวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมของผู้ต้องหาเป็นไปตามหลักวิชาการด้านไหน ตรวจสุขภาพจิตแล้วไม่พบความผิดปกติ ส่วนจะมีการคลั่งลัทธิหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบ ขณะนี้พบผู้กระทำความผิดมีเพียง 2 คน ส่วนข้อหาการค้ามนุษย์อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาเพิ่มเติมว่าเข้าข่ายหรือไม่ จากพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่า มีการสร้างหนี้ทิพย์ ขูดรีดและให้ผู้เสียหายพยายามหาเงินมาให้ หากเข้าข่ายค้ามนุษย์จะเสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจยึดทรัพย์สิน“ประชาสัมพันธ์หากมีผู้เสียหายเพิ่มเติมสามารถแจ้งความได้ที่ สน.บวรมงคล และกองบังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาล จากการพูดคุยพบผู้เสียหายยังอยู่ในอาการตกใจและเสียขวัญ ขณะนี้อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด” พล.ต.ต.สมควรกล่าวที่ศาลอาญาตลิ่งชัน วันเดียวกัน พนักงานสอบสวน สน.บวรมงคล ยื่นคำร้องขอฝากขังนายฮารุ ฮวังสิริ อายุ 39 ปี และนายตรีเพชรรัตน ณพชร อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาในคดีนี้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนต้องสอบพยานอีกหลายปาก รอผลการตรวจประวัติอาชญากรและอื่นๆ ขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองคนเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-30 ต.ค. ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เพราะเกรงว่าหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานและจะหลบหนี ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขัง ทั้งนี้ ไม่มีญาติของนายฮารุมายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนนายตรีเพชรรัตน มีญาติมายื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ก่อนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวทั้งคู่ไปขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี