กรณีนักข่าวซีเอ็นเอ็นปีนรั้วสถานรับเลี้ยงเด็กเข้าไปถ่ายรูปที่เกิดเหตุ ทั้งที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยว เรื่องนี้ ว่าที่ พ.ต.ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ มองว่าการเข้าไปในพื้นที่โปลิศไลน์ (Police Line) จะมีความผิดหรือไม่? อย่างไร? มีข้อกฎหมายดังนี้ข้อหาบุกรุกมาตรา 362 ในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ จะถือว่าตำรวจครอบครองสถานที่เกิดเหตุได้หรือไม่ ดูจะไม่ชัดเจนนัก แต่ปรากฏว่า นายก อบต.ไปร้องทุกข์ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการการกระทำความผิดฐานบุกรุก ต้องปรากฏว่ากระทำโดยเจตนา หากมีการอนุญาตจากผู้ดูแลสถานที่ และเชื่อโดยสุจริตว่าสามารถเข้าพื้นที่ได้ อาจถือว่าไม่มีเจตนาบุกรุก?ข้อหาขัดขวางเจ้าพนักงานมาตรา 138 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานมาตรา 368 การเข้าไปในพื้นที่สายแถบกั้น ถือเป็นความผิดฐานข้อหาทำลายพยานหลักฐานมาตรา 184 ผู้ใดช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ทวิ ผู้ใดกระทำการใดๆแก่ศพหรือสภาพแวดล้อม บริเวณพบศพก่อนชันสูตรเสร็จสิ้น ระวางโทษจำคุก 6 เดือนถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1-4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับพ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 2560 มาตรา 8 ห้ามคนต่างด้าวทํางานที่กําหนดไว้โดยไม่มีใบอนุญาตทํางาน ผู้ใดฝ่าฝืนระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 2 พันบาทถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับสุดท้ายตำรวจเห็นว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน แต่มีความผิดข้อหาไม่มีใบอนุญาตทำงานเปรียบเทียบปรับ และเต็มใจเดินทางกลับประเทศออสเตรเลียเพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายสำหรับเรื่องสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชน ตำรวจไม่ได้กล่าวถึง อาจมองว่าไม่มีเจตนา?ถือเป็นตัวอย่างกรณีศึกษากฎหมายที่น่าสนใจ ผมถือว่านักกฎหมายได้ประโยชน์ ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้กฎหมาย เห็นช่องว่างของกฎหมาย วิธีการบังคับใช้กฎหมาย และการแก้ปัญหาแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นแบบไทยๆคดีจบแล้ว แต่นักกฎหมายไทยมีการบ้านที่ต้องทำกันอีกเยอะครับ!!!สหบาท