จากการเสวนาเรื่อง “เปิดมุมมองใหม่กับนวัตกรรมการรักษาโควิด-19” ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชา อายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการรับมือกับโควิด-19 คือ ต้องมีการติดตามความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา ทั้งด้านความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ แนวทางการรักษา รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมการรักษา การค้นคว้าวิจัย การพัฒนาวัคซีน และยารักษาโควิด-19 สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับบุคลากรทางการแพทย์คือ การต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ แม้เป็นเรื่องที่ไม่เคยทำได้มาก่อน สิ่งสำคัญทางการแพทย์ที่ต้องจับตามองคือ การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่น่ากังวล และการมีอาวุธที่พร้อมต่อสู้กับการกลายพันธุ์ของไวรัส ได้แก่ วัคซีนที่เพียงพอและการที่ประชาชนเข้าถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น รวมถึงการมีตัวเลือกของยารักษาโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากยาฟาวิพิราเวียร์ (favipiravir) ที่เป็นยารับประทานและเรมดิซิเวียร์ (remdesivir) ที่เป็นยาฉีด ในอนาคตเราอาจจะสามารถฉีดวัคซีนแค่ปีละครั้งหรือมีวัคซีนที่รวมเข็มโรคโควิด-19 กับไข้หวัดใหญ่ และยาที่มีประสิทธิภาพที่หลากหลายขึ้นก็จะเป็นอาวุธให้เราสามารถอยู่กับโควิด-19 ได้ต่อไป และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นได้ด้าน นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และ รอง ผอ.สถาบันบำราศนราดูร กล่าวถึงกลุ่มยารักษาโควิด-19 ในปัจจุบันว่า แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามลำดับการรักษา ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มแอนติบอดีสำเร็จรูป หรือ monoclonal antibody ซึ่งเป็นยาฉีดทั้งหมด เช่น โซโทรวิแมบ (sotrovimab) กลุ่มที่ 2 ยาต้านไวรัส ซึ่งไทยมีใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ฟาวิพิราเวียร์และเรมดิซิเวียร์ และกำลังจะเข้ามาอีก 2 ตัว ได้แก่ โมลนูพิราเวียร์ และนอร์มาเทรลเวียร์/ริโทนาเวียร์ และกลุ่มที่ 3 ยาลดการอักเสบ หลังจากการติดเชื้อ มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะปอดอักเสบหรือเชื้อลงปอด เช่น เดกซาเมทาโซน (dexame thasone) ทั้งนี้ ยาแต่ละตัวมีบทบาทที่แตกต่างกันและขึ้นอยู่กับข้อมูลจากการศึกษาวิจัย สำหรับยาโมลนูพิราเวียร์ สามารถใช้ได้กับกลุ่มผู้ป่วยทั้งสีเหลือง และผู้ป่วยสีแดงที่อาการไม่หนักมาก ด้วยจุดเด่นในเรื่องการไม่พบปฏิกิริยาระหว่างยาที่ใช้ร่วมกัน (drug-drug interaction) ในการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ร่วมกับยาตัวอื่น ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการจ่ายยาให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และมีข้อมูลศึกษาวิจัยที่รองรับว่าลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ยาฟาวิพิราเวียร์ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าลดอัตราการเสียชีวิตได้.