เดือนตุลาคมนี้จะมีหนังไฮไลต์ของปีเข้าฉายเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง “ร่างทรง” (The Medium) เป็นหนังร่วมทุนระหว่าง Showbox ของเกาหลี กับ GDH 559 ของไทย กำกับโดย บรรจง ปิสัญธนะกูล และอำนวยการสร้างโดย นา ฮง–จิน (Na Hong–jin)หากเอ่ยถึงโต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ในวงการภาพยนตร์ไม่มีใครไม่รู้จักผู้กำกับมากฝีมือที่มีผลงานสร้างชื่อนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น กวน มึน โฮ, สี่แพร่ง, พี่มาก...พระโขนง และชัตเตอร์ กดติดวิญญาณและสำหรับคราวนี้ “ร่างทรง” (The Medium) คือผลงานล่าสุด ที่ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ไปแล้วในงาน Bucheon International Fantastic Film Festival ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา การเขียนถึง “ร่างทรง” คราวนี้ ไม่ได้โฟกัสไปที่หนัง หากแต่ต้องการวิเคราะห์ “ร่างทรง” ในบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะคำถามที่หลายคนสงสัย ในบางวงเสวนาว่า โลกดิจิทัลจะทำให้ความเชื่อเรื่องผีจางหายไปหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องผีที่ผูกโยงกับธรรมชาติ ที่คนโบราณเคารพนับถือ ซึ่งมีผลให้ไม่กล้าล่วงเกินหลายอย่างถูก Disrupt ในโลกยุคดิจิทัล และโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับ “ร่างทรง” กลับเป็นเรื่องที่ดิจิทัลไม่อาจทำลายได้ ทั้งยังกลายเป็นสะพานเชื่อมโยงให้คนข้ามมาทำความรู้จักโลกการทรงเจ้าได้เร็วขึ้น มากขึ้นคนรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนไทยส่วนใหญ่ยังเชื่อเรื่องนี้อยู่จนทุกวันนี้ ว่าที่จริง ก็เข้าใจได้ไม่ยาก การเข้าทรงเป็นพัฒนาการด้านจิตวิญญาณของมนุษย์ ไม่มีใครตอบได้ว่าเราเริ่มมีการทรงเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ในเมื่อรากเหง้าสังคมไทยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือผีมาก่อน ก่อนที่พุทธศาสนาจะมาประดิษฐานในสุวรรณภูมิแม้จะเรียกตัวเองว่าเมืองพุทธ ทว่ารอบตัวเราก็เต็มไปด้วยความเชื่อแบบพราหมณ์ (ฮินดู)... ผีและไสยศาสตร์ไม่เคยหายไปไหน แต่กลับซ่อนอยู่ในบริบทต่างๆของสังคมไทย พ่อแม่ที่จบปริญญาก็ยังเที่ยวไปบนบานศาลกล่าว องค์เทพยดา ฟ้าดิน ต่างๆนานา ให้ลูกตัวเองสอบเข้าโรงเรียนดีๆ เป็นการสะท้อนว่าการศึกษาไม่ได้จูงเราออกจากความเชื่อที่ฝังรากลึกนี้บรรพชนเรานับถือผี ซึ่งรวมถึงพลังจากธรรมชาติในรูปต่างๆด้วย เรามีผีป่า ผีน้ำ มีผีบรรพบุรุษ การมีร่างทรงก็ make sense เพราะเมื่อเรานับถือสิ่งใด ใจก็อยากจะ “สื่อสาร” กับสิ่งนั้น อยากปรับทุกข์ อยากตอบแทนคุณหลักฐานการทรงเจ้าและร่างทรงสามารถค้นย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 4 มีบันทึกว่ามีการลงโทษคนทรงเจ้า เพราะว่าคนเหล่านี้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย รวมถึงปล่อยข่าวลือก่อนเกิดเหตุไฟไหม้อยู่เสมอ การลงโทษเป็นการข่มขู่ให้ราษฎรหวาดกลัวไม่กล้าเอาเยี่ยงอย่างหลายคนบอกว่าการทรงเจ้าก็เหมือนการไปหาจิตแพทย์ประเภทหนึ่ง ร่างทรงเป็นที่พึ่งทางใจพอๆกับหมอดู จึงเกิดอาชีพร่างทรงที่ให้บริการหลักสองอย่าง คือ ตรวจดวงชะตากับสะเดาะเคราะห์ บางสำนัก อาชีพร่างทรงยังรับรักษาโรคและแก้ไขปัญหาอื่นๆ เช่น แก้คุณไสย (ผีเข้า) เรียกเทพเจ้าประทับทรง โลกดิจิทัลไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย เพราะทุกวันนี้ใครๆก็สามารถเข้าถึงร่างทรงได้ผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ line มีแหล่งรวมตัวของผู้ที่เชื่อถือร่างทรงในการพูดคุยกัน แม้แต่การ ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ก็สามารถทำได้ผ่าน facebook กับ twitterสิ่งที่ทำให้ร่างทรงอยู่ได้ไม่ใช่แค่เพราะความเชื่อ แต่เพราะพวกเขาเข้าใจโครงสร้างทางสังคม เข้าใจปัญหาของคน ใช่หรือไม่ว่า ร่างทรง (และหมอดู) สามารถทำนายความตึงเครียดในแต่ละสถานการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะได้ เช่น ปัญหาความรัก ปัญหาครอบครัว ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นวัยรุ่น หรือวัยกลางคน ส่วนใหญ่ก็เดินทางมาพบร่างทรงด้วยความทุกข์ทั้งนั้นการแสดงอัศจรรย์แบบ “องค์ลง” จึงจำเป็นเพื่อสร้างความประทับใจ เมื่อประกอบกับพิธีกรรมเพื่อบรรเทาความทุกข์ ลูกค้าก็ยอมจ่ายอย่างเต็มใจแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเรื่ององค์ลงทรงเจ้าไม่มีจริง แต่อาชีพนี้ก็คงไม่หมดไปง่ายๆ ตราบใดที่คนเรายังมีทุกข์ แต่ไม่ใช้กระบวนการดับทุกข์ที่ได้ผลแบบยั่งยืนแน่นอน.