ครม.ไฟเขียวมาตรการเยียวยาล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว 10 จังหวัดสีแดงเข้ม 1 เดือน เคาะ 4.2 หมื่นล้านบาท ควัก 3 หมื่นล้านบาท แจก นายจ้าง-ลูกจ้าง กระจาย 9 อาชีพ คนละ 2,500 บาท รับเต็มๆ 1 หมื่นบาท เถ้าแก่เจ้าของกิจการรับ 3 พันต่อหัว ลูกจ้างไม่เกิน 200 คน อาชีพอิสระได้ 5 พัน อีก 1.2 หมื่นล้านบาท ใช้ลดค่าน้ำค่าไฟ 2 เดือน สั่ง ศธ.-อว.เจรจาลดค่าเทอม มอบคลัง-ธปท.กล่อมธนาคารพักหนี้ทั้งต้นทั้งดอก ขณะที่ “นายกฯตู่” โพสต์ปลอบขวัญอย่ายอมแพ้ สู้จนกว่าจะชนะหลังจากรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์รับมือสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด ล่าสุดรัฐบาลคลอดมาตรการเยียวยาผลกระทบจากเชื้อไวรัสร้ายด้วยงบประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้โควิด-19 เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน กลุ่มแรงงาน และผู้ประกอบการ อันเนื่องมาจากข้อกำหนดออกตามในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถาน-การณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 27) ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ใช้เงินกู้โควิด-19 กับเงินกองทุนประกันสังคมรวมกันจำนวน 42,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การให้เงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพต่างๆเป็นเวลา 1 เดือน วงเงิน 30,000 ล้านบาท และลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เป็นเวลา 2 เดือน ใช้เงินกู้โควิด 12,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม วงเงิน 42,000 ล้านบาท ดังกล่าวยังไม่รวมการลดค่าเงินบำรุงการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นกรณีพิเศษนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน ประกอบด้วย การช่วยเหลือแรงงานในระบบและนอกระบบประกันสังคมในกิจการที่ได้รับผลกระทบขยายจากเดิม 4 สาขา ได้แก่ สาขาก่อสร้าง ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร กิจกรรมศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ และกิจกรรมบริการด้านอื่นๆเป็น 9 สาขา ได้แก่ สาขาการขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้า สาขาการขายส่งและขายปลีก ซ่อมยานยนต์ สาขากิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน สาขากิจกรรมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชา การสาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร เป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยจะได้เงินช่วยเหลือคนละ 2,500 บาท เพิ่มขึ้น 500 บาท จากเดิมที่ ครม.อนุมัติให้คนละ 2,000 บาทในสัปดาห์ก่อน และได้รับเงินเพิ่มจากการช่วยเหลือผ่านระบบประกันสังคมในกรณีว่างงานในอัตรา 50% ในกรณีว่างงาน สูงสุดไม่เกินคนละ 7,500 บาท ตลอดระยะเวลาถูกสั่งปิดกิจการแต่ไม่เกิน 90 วัน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ สูงสุดคนละ 10,000 บาทนายอนุชากล่าวอีกว่า ขณะที่นายจ้างที่มีลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับความช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 200 คนในอัตรา 3,000 บาทต่อคน หรือสูงสุด 600,000 บาทจำนวน 1 เดือน ส่วนนายจ้างที่มีลูกจ้างไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ไปขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นประกันตนมาตรา 33 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อให้นายจ้างสามารถรับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้าง สูงสุดไม่เกิน 200 คนในอัตรา 3,000 บาทต่อคน และลูกจ้างที่เป็นสัญชาติไทยจะได้รับความช่วยเหลือ คนละ 2,500 บาท เป็นเวลา 1 เดือน ขณะเดียวกันผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 สัญชาติไทย และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ยังคงประกอบอาชีพปัจจุบันคนละ 5,000 บาท โดยให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนในระบบประกันสังคม เตรียมหลักฐานเพื่อลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อรับความช่วยเหลือ รวมถึงกรณีผู้ประกอบการไม่มีลูกจ้างแต่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ให้เตรียมหลักฐานขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 ภายในเดือน ก.ค.เช่นกัน เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ 5,000 บาท 1 เดือน และกรณีเป็นผู้ประกอบการในระบบถุงเงิน ภายใต้โครงการคนละครึ่ง เราชนะ จากเดิมให้ความช่วยเหลือเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม ได้ขยายเป็น 5 กลุ่ม โดยเพิ่ม ร้านโอทอป ร้านค้าทั่วไป ร้านค้าบริการ และกิจการขนส่งสาธารณะ (ไม่รวมกิจการขนาดใหญ่) โดยให้ไปลงทะเบียนเป็น ผู้ประกันตน มาตรา 40 เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ 5,000 บาทโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. ยังมีมติเห็นชอบช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจทั่วประเทศ เป็นเวลา 2 เดือน ใช้เงิน 12,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ลดค่าน้ำเฉพาะบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก 10% ในใบแจ้งหนี้เดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ และลดค่าไฟฟ้า สำหรับใบแจ้งหนี้เดือน ก.ค.-ส.ค.2564 บนหลักการเดียวกับที่เคยให้ความช่วยเหลือมาก่อนหน้านี้ รวมทั้งให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หารือกับสถานศึกษาในสังกัดเพื่อแนวทางการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นกรณีพิเศษ พร้อมให้จัดทำข้อเสนอโครงการในลักษณะรัฐร่วมสมทบภาระส่วนลดให้แก่สถานศึกษาบางส่วน เพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาภายใน 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ ครม. มอบหมายกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพิจารณาแนวทางทางการเงินเพื่อช่วยเหลือสถานศึกษาภาคเอกชนที่ประสบปัญหาทางการเงินที่เหมาะสม และให้กระทรวงการคลังกับ ธปท.หารือกับธนาคารพาณิชย์ ดำเนินมาตรการผ่อนปรนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย หรือการเลื่อนงวดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างจริงจัง ตลอดจนพิจารณามาตรการช่วยเหลือโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศในระยะต่อไปต่อมาเวลา 15.50 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า จากสถานการณ์โควิดจนต้องมีประกาศมาตรการล็อกดาวน์ ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รับรู้ปัญหาพี่น้องกลุ่มต่างๆไม่เคยหยุดคิดหาแนวทางช่วยเหลือ สั่งการให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเสนอมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด ล่าสุด ครม.ได้เห็นชอบมาตรการที่นำเสนอเยียวยาครั้งนี้ แม้ต้องใช้งบฯพอสมควร แต่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และมีความจำเป็น เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนได้ผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ ตนขอให้พวกเราทุกคนไม่ยอมแพ้ต่อช่วงเวลาที่ยากลำบาก ตนและรัฐบาลจะหาทางช่วยทุกท่านให้ได้มากที่สุด และจะไม่มีวันยอมแพ้ต่อสงครามครั้งนี้ ไม่ลดละเลิกล้มความพยายาม ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ และจะสู้จนกว่าเราจะเอาชนะได้