นักวิชาการด้านปศุสัตว์เล่าสถานการณ์ราคาหมูที่ปรับตัวขึ้นในช่วงหนึ่งเดือนเป็นไปตาม “กลไกตลาด” ที่มีขึ้นมีลงตามความสมดุลปริมาณผลผลิตกับความต้องการบริโภคช่วงนั้นๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่วงการหมูเรียกว่า “วัฏจักรหมู” หรือ “วงจรราคาหมู” จนมีสูตรที่เกษตรกรรู้กันดี คือ “อาชีพเลี้ยงหมูเสีย 3 ปี ดี 1 ปี” เป็นวังวนเดิมๆที่เกษตรกรต่างต้องเผชิญ หมายถึง ช่วงราคาหมูตกต่ำ 3-4 ปี ช่วงราคาดีแค่ 1 ปีช่วงที่หมูราคาดี เกษตรกรส่วนใหญ่มักขยายการผลิตให้มากขึ้นต้องรีบผลิตจะได้มีกำไรมากๆ ทำให้การผลิตหมูทั้งประเทศสูงขึ้นเกินความต้องการผู้บริโภค เข้าสู่ภาวะ “หมูล้นตลาด” ราคาขายจึงลดลงตามไปด้วยวังวนเสียสามปีดีหนึ่งปีเป็นภาพสะท้อนว่าอาชีพคนเลี้ยงหมูมีรายได้ไม่แน่นอน เพราะใช้เวลาเลี้ยงนาน มีต้นทุนสูง แถมคาดเดาราคาแต่ละช่วงเวลาได้ยาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่เลี้ยงมานานรุ่นปู่ย่า อาศัยประสบการณ์ที่มีแก้ปัญหาให้อยู่รอด ปี 2560 ภาวะขาดทุนราคาหมูตกต่ำหนักมีเกษตรกร 2 แสนคน เลิกเลี้ยงหมูไป เพราะแบกรับภาระขาดทุนไม่ไหวยิ่งเมื่อปลายปี 2561 อุตสาหกรรมหมูทั่วโลกถูกท้าทายด้วย โรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ที่สร้างความเสียหายให้วงการหมูทั่วทั้งเอเชีย เกษตรกรไทยทำทุกวิถีทางป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาทำลายวงการหมูไทยและภาคผู้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ตลอดห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาทแม้ว่า 2 ปีที่ผ่านมาไทยรอดพ้นจาก ASF มาได้ แต่ภาวะ “หมูล้นตลาด” จนราคาหมูตกต่ำและความหวั่นวิตกสถานการณ์ ASF ทำให้มีเกษตรกรอีกกว่า 10 เปอร์เซ็นต์เลิกเลี้ยงหมูเพื่อปิดประตูเสี่ยง ทำให้ปริมาณหมูไทยลดลง แต่กำลังผลิตหมูขุนเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ไม่ขาดแคลนหมูอย่างประเทศอื่นๆต้องเผชิญวันนี้เกษตรกรทุกคนยังคงยืนหยัดอาชีพนี้แม้ว่าพวกเขาต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกกว่า 100 บาทต่อตัวในการป้องกันโรค มีต้นทุนเพิ่มจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น พวกเขายืนยันสู้ต่อแม้ว่าลมหายใจนักสู้ใกล้หมด อนาคตเริ่มริบหรี่ เพราะรายได้ที่มีจากการตรึงราคาหมูหน้าฟาร์มไว้ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัมในทุกวันนี้เพียงพอแค่ใช้หนี้เก่า ไม่ใช่กำไรร่ำรวยอย่างที่คนเข้าใจการปรับตัวขึ้นราคาหมูในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง สะท้อนความต้องการของตลาดที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าเกษตรกรกำลังถูกบิดเบือนกลไกตลาด ถูกรั้งให้ทำตามมาตรการที่ผูกรัดจนแน่นแทบหายใจไม่ออก พวกเขากำลังจะหมดแรง หมดกำลังใจ เกษตรกรเลี้ยงหมู เป็นอาชีพที่น่าเห็นใจที่สุดในเวลานี้ไม่อยากคิดถึงหากวันที่พวกเขา ถอดใจยอมเลิกอาชีพไป วันนั้นแม้จะปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรีแค่ไหน ก็คงไม่มีสินค้าพอให้คนไทยได้บริโภคแน่ผลจะเป็นอย่างไรทุกคนคงรู้ดี.“เพลิงพยัคฆ์”pluengpayak@thairath.co.th