จี้ สค.ทำความเข้าใจมาตรการสู่ปฏิบัติ หาวิธีคุ้มครองเหยื่อให้ปลอดภัยนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน 12 มาตรการ พร้อมมอบหมายให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ทำหน้าที่ศูนย์ประสานการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน (ศปคพ.) ว่า การคุกคามทางเพศเป็นปัญหาที่มีมานานและมีทุกวันในระบบราชการ โดยเฉพาะการคุกคามด้วยวาจา สายตา ทำให้ผู้ถูกคุกคามซึ่งไม่ได้มีแต่ผู้หญิง แม้แต่กลุ่มหลากหลายทางเพศ ผู้ชายก็ถูกคุกคามได้ เมื่อถูกกระทำอาจจะรู้สึกอึดอัดแต่ก็ไม่กล้าร้องทุกข์ เนื่องจากผู้คุกคามอาจจะเป็นผู้บังคับบัญชา จึงเกรงกลัวจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน บางคนก็คิดว่าพฤติกรรมหมาหยอกไก่ การคุกคามด้วยวาจาหรือสายตาเป็นเรื่องยากที่จะเอาผิด เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน จึงปล่อยผ่าน ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วง หากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้ผู้กระทำได้ใจจนนำไปสู่การเพิ่มระดับการคุกคามไปถึงการถูกเนื้อต้องตัว จนกระทั่งเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ การมีช่องทางให้ร้องเรียนเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องดี แต่กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนต้องโปร่งใสและต้องปกป้องคุ้มครองผู้ร้องเรียนให้รู้สึกปลอดภัยและมีระบบการเยียวยาด้วย โดยเฉพาะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต้องให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านร่วมเป็นกรรมการด้วย ไม่ใช่มีแต่คนภายในองค์กร เพื่อป้องกันระบบอำนาจนิยมเล่นพรรคเล่นพวกนายจะเด็จกล่าวด้วยว่า มาตรการที่ออกมาไม่ได้ระบุว่า หากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษหรือมีผลอย่างไรกับหน่วยงาน ที่ผ่านมามีกฎ ก.พ.ว่าด้วยการกระทำอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ พ.ศ.2553 แต่ยังไม่มีการร้องเรียนเรื่องนี้มากนัก เพราะในทางปฏิบัติอาจเป็นการยากที่จะพิสูจน์เกี่ยวกับการกระทำผิดดังกล่าว เช่น กรณีเหตุการณ์คุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2560 ที่ลูกจ้างหญิงถูกลวนลามโดยหัวหน้างานซึ่งเป็นข้าราชการ จนผู้เสียหายต้องไปร้องทุกข์แจ้งความ มูลนิธิฯได้เข้าไปช่วยเหลือและมีการเผยแพร่ผ่านสื่อ ทำให้ผู้ใหญ่ระดับสูงลงมาจัดการ หากเรื่องนี้ผู้ถูกกระทำต่อสู้เพียงลำพัง โอกาสที่จะได้รับความเป็นธรรมเป็นเรื่องยากด้าน น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีมาตั้งแต่ปี 2558 แต่ไม่เป็นที่รับรู้ จึงมีการทบทวนปรับให้เข้ากับสถานการณ์และเสนอเป็นมติ ครม.ใหม่ ดังนั้น ต้องรณรงค์สร้างความเข้าใจให้ทุกคนรับรู้ โดยเฉพาะ สค.ต้องเพิ่มการอธิบายทำความเข้าใจเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง นอกจากนี้ สค.ควรทำเป็นแบบอย่างให้เห็น เช่นอาจจะติดป้ายให้เห็นในองค์กรว่า หน่วยงานนี้ปลอดการคุกคามทางเพศ หรือหน่วยงานนี้จะไม่ใช้วาจา สายตา ที่ลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งผู้บังคับบัญชา ผู้ปฏิบัติงาน และผู้รับบริการ รวมทั้งอาจมีการระดมความคิดเห็นถึงพฤติกรรมและคำพูดใดที่บ่งชี้เป็นการคุกคามทางเพศ และเผยแพร่สร้างความเข้าใจ และจัดให้มีตู้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยให้มีการปกปิดผู้ร้องเรียนเพื่อความปลอดภัย.