ยันผลเจรจาผ่านความเห็นชอบทุกภาคส่วน, รอคณะรัฐมนตรีตัดสินวันที่ 14 ส.ค. นายพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล กรรมการบริหาร บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (BEM) แถลงข่าวกรณีข้อพิพาทกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่า บริษัทรับสัมปทานทางด่วนจาก กทพ.มานานกว่า 20 ปี รวม 4 สัญญา ได้แก่ ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน AB ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน C ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด (C+) ปัญหาข้อพิพาทกับ กทพ. คือ 1.ผลกระทบจากทางแข่งขัน ตามสัญญาระบุถ้ามีโครงการก่อสร้างแข่งขันรัฐต้องชดเชย แต่ไม่ได้ดำเนินการกลายเป็นข้อพิพาทจากอดีตถึงปัจจุบัน จึงนำไปสู่ศาลปกครองสูงสุด และมีคำตัดสินให้กทพ.จ่ายค่าชดเชย และ 2. เรื่องการปรับค่าผ่านทางตามสัญญาให้ปรับทุกๆ 5 ปี ก็ไม่ได้เป็นไปตามสัญญา โดยคดีทางแข่งขันจนหมดสัญญา ปี 2569 มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ส่วนคดีปรับค่าผ่านทางทุกสัญญา มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทนายพงษ์สฤษดิ์กล่าวว่า ในการเจรจากับ กทพ. ได้นำข้อพิพาททางแข่งขันมาเจรจาเพราะศาลตัดสินแล้ว โดยมูลค่าข้อพิพาทยุติที่ 58,837 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมาก และให้ ยุติคดีฟ้องร้องทั้งหมด โดย กทพ.จะขยายสัญญาทางด่วน 3 สัญญา ออกไปสัญญาละ 30 ปี แทนการจ่ายเงิน ส่วนบริษัทจะลงทุนก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 (Double Deck) จากงามวงศ์วาน ถึงพระราม 9 ระยะทาง 17 กม.โดยไม่เก็บค่าผ่านทางเพิ่ม และก่อสร้าง Bypass แก้จุดตัดบริเวณอโศก 2 จุด ขยายผิวจราจรบริเวณมักกะสันและพระราม 6 อีก 2 จุด มูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การก่อสร้าง Double Deck ต้องผ่าน EIA ก่อน กทพ.จึงแบ่งสัญญาเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เพื่อยุติข้อพิพาทขยายสัญญาจนถึงเดือน ต.ค.2578 ส่วนที่ 2 การก่อสร้าง Double Deck โดยขยายสัญญาออกไปจนครบ 30 ปีทุกสัญญา ทั้งนี้หาก EIA ไม่ผ่านภายใน 2 ปี กทพ.มีสิทธิยกเลิกส่วนที่ 2 โดยบริษัทไม่มีสิทธิเรียกร้อง ทั้งนี้ ผลการเจรจาผ่านความเห็นชอบทุกภาคส่วนแล้ว อยู่ระหว่างเสนอ ครม. ส่วนการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการนั้น ทุกคนเข้าใจปัญหา แต่อาจจะมีการคิดต่างบ้าง ซึ่งเป็นสิทธิที่กระทำได้.