ณ วันนี้ เส้นทางชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ไม่ต่างกับการเดินบนเส้นด้ายข้ามหุบเหวหลังการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ลดโควตารับซื้อใบยาสูบ เพราะ พ.ร.บ.สรรพสามิต ฉบับใหม่ ทำให้กำไรหดหายไปร่วม 8,000 ล้าน ...แค่นั้นยังไม่พอ ตุลาคม 2562 จะต้องเผชิญมรสุมลูกใหญ่จากการขึ้นภาษีบุหรี่เพิ่มจาก 20% เป็น 40%แค่เสียภาษีอัตราเดิม เกษตรกร ถูกตัดโควตาไปครึ่งหนึ่ง ขึ้นภาษีหนักเข้าไปอีก ยสท.คงไม่มีเงินพอมาซื้อใบยาจากเกษตรกรอีกต่อไปเพราะมีการคาดการณ์ว่า หากขึ้นภาษีเป็น 40% แล้ว ยอดขายบุหรี่ถูกกฎหมาย ในปี 2563 จะลดลง เหลือ 16,000 ล้านมวน...จากยอดขายปี 2561 อยู่ที่ 30,000 ล้านมวนและจะทำให้การเก็บภาษีสรรพสามิตได้เพียง 50,000 ล้านบาท...ลดลง 27% จากปี 2561เลยกลายเป็นที่มาของการหาทางออกร่วมกันจากทั้งเกษตรกรผู้ค้า ผู้ส่งออกใบยา รวมไปถึงภาครัฐ ทำข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลแผนระยะสั้น...ให้ปรับราคาจุดตัดอัตราภาษีตามมูลค่าที่ 20% จาก 60 บาท เป็น 70 บาท คงอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าแบบสองอัตราที่ 20% และ 40% ต่อไป เพื่อลดการแข่งขันด้านราคา พร้อมขอให้ รัฐบาลเลื่อนการเก็บภาษีอัตราเดียว 40% ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ออกไป เพื่อให้ชาวไร่ยาสูบ ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมีระยะเวลาปรับตัวมากขึ้นแผนระยะยาว...ขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าจาก 20% แบบขั้นบันได เพิ่มทีละ 5% เพื่อให้อุตสาหกรรมยาสูบสามารถปรับตัวได้แบบค่อยเป็นค่อยไป และปรับขึ้นภาษียาเส้นให้ใกล้เคียงกับบุหรี่เพราะปัจจุบันราคาขายต่างกัน 5 เท่า ในขณะภาษีต่างกันถึง 522 เท่า...ยาเส้นเสียภาษีกรัมละ 0.005 บาท...ส่วนบุหรี่ 1 ซอง 20 มวน หนัก 18.0 กรัม เสียภาษี 47 บาท หรือกรัมละ 2.61 บาทพร้อมกับทบทวนความเหมาะสมเรื่องพืชทดแทนยาสูบ และหาโอกาสในการใช้ใบยาสูบเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อให้อาชีพยาสูบยังอยู่คู่กับประเทศไทย.สะ–เล–เต