โบกมือลา “ปีจอ”..ต้อนรับ “ปีหมู”..สู่ประชาธิปไตย!สำนวนไทยโบราณที่นิยมใช้ในยุคคุณปู่คุณย่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาว ที่ว่า “หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก” ยังคงเป็นสำนวนที่สามารถหยิบยกมาใช้ได้อยู่เสมอๆไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดดูเหมือนว่าเราจะเพิ่งกล่าวคำอำลาปีเก่า 2560 พร้อมกับต้อนรับปีใหม่ 2561 กันไปหยกๆนี่เอง กลับจะต้องมากล่าวคำว่า “ลาก่อนปีเก่า 2561” และ “สวัสดีปีใหม่ 2562” กันเสียอีกแล้ว ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเนื่องเพราะวันที่ 31 ธันวาคม 2561 วันสุดท้ายของปี 2561 เวียนมาถึงแล้ว วันนี้ได้เวลา “จากใจไทยรัฐสู่ท่านผู้อ่าน” ข้อเขียนประจำปี ตีแผ่ความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจพวกเราชาวไทยรัฐกลับมาพบท่านผู้อ่านอีกครั้งช่างไวเหมือนโกหกเสียจริงๆ!ท่านผู้อ่านที่เคารพในท่ามกลางความไว “เหมือนโกหก” ของปี 2561 ที่ผ่านไปนั้น ได้ทิ้ง “ความเป็นจริง” อะไรไว้ในความทรงจำของพวกเราชาวไทยบ้าง?เริ่มกันที่เรื่องปากท้องหรือประเด็นเรื่อง เศรษฐกิจก่อนอะไรทั้งหมดหากมองในภาพรวมนักวิเคราะห์ทุกสำนัก มีความเห็นสอดคล้องกันว่า อัตราความเจริญเติบโตของปี 2561 ดีขึ้นพอสมควรทีเดียว เมื่อเทียบกับปี 2560 ก่อนหน้านี้แม้จะมีปัญหาด้านผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้การส่งออกของเราชะลอตัวลงบ้างในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ 4รวมไปถึงปัญหาเรือล่มที่ภูเก็ต บวกกับกรณีพนักงานรักษาความปลอดภัย กระทำการอันไม่เหมาะสมต่อนักท่องเที่ยวจีน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดวูบลงมาอยู่ระยะหนึ่งแต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยก็ยังเติบโตได้ในอัตราร้อยละ 4.2 ดีขึ้นกว่าปี 2560 ที่ขยายตัวในอัตราร้อยละ 3.9ประเด็นหลักด้านเศรษฐกิจกลับไปอยู่ที่ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ระหว่างรายได้ของคนไทยส่วนน้อยกับคนไทยส่วนใหญ่เสียมากกว่ามีการจุดพลุข้อมูลขึ้นว่า ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยสูงที่สุดในโลก จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงแห่งปี ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่?แม้ในบทสรุปจะเชื่อกันว่า ประเทศไทยเราไม่ใช่ แชมป์โลก ด้านเหลื่อมล้ำ แต่ก็ยอมรับกันว่าปัญหานี้ยังคงเป็นปัญหาใหญ่และปัญหาหลักของประเทศที่จะต้องหาทางแก้ไขโดยเร็วท่านผู้อ่านที่เคารพในส่วนของสถานการณ์ด้านสังคมของ ประเทศไทยในปี 2561 หรือปีจอที่กำลังจะผ่านไปนี้ ปัญหาด้านยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงที่สุด และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด พิจารณาจากข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ และจากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปัญหาสังคมที่น่าจับตาอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในปีจอ ได้แก่ ปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ที่จากการรวบรวมจากข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆในช่วง 7 เดือนแรกของปี โดย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่า มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นถึง 367 ข่าวถึงขั้นลงมือฆ่ากันตาย 242 ข่าว หรือร้อยละ 65.9 รองลงไปก็คือทำร้ายร่างกาย 84 ข่าว ร้อยละ 22.9 และฆ่าตัวตาย 41 ข่าว หรือร้อยละ 11.2นี่คือปัญหาใหม่ของสังคมไทย “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว” ที่คงจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดเช่นกันอย่าลืมว่าสถาบันครอบครัว คือสถาบันที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ หากครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยมีปัญหาความแตกร้าว ล่มสลาย หรือถึงขั้นทำร้ายกันรุนแรง ดังเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2561การพัฒนาประเทศในทุกๆด้านย่อมจะเดินหน้าไปด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้นท่านผู้อ่านที่เคารพแม้ปี 2561 จะมีข่าวไม่สู้จะดีนักเกิดขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายๆข่าว หลายเหตุการณ์ก็เป็นข่าวที่ดีไม่แพ้กัน และนำความสุขใจ ความปลาบปลื้ม มาสู่คนไทยไม่น้อยเลยโดยเฉพาะข่าว 13 นักเตะเยาวชนทีมหมูป่า ที่เข้าไปใน ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย แล้วเกิดภาวะฝนตกใหญ่น้ำท่วมปิดทางเข้าออกขัง 13 นักเตะทีมหมูป่าอยู่ในถ้ำ ต้องระดมกำลังเข้าช่วยเหลือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และทั้งจากในประเทศไทยเราเองและนานาชาติ เป็นเวลา 18 วันเต็มๆในที่สุดก็สามารถช่วยชีวิตทั้ง 13 หมูป่าไว้ได้สำเร็จ ท่ามกลางความดีใจของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่ผู้นำของประเทศชั้นนำของโลกไปจนถึงดารา นักร้อง นักกีฬา นักฟุตบอล ไปจนถึงประชาชนทั่วๆไปรวมทั้งเป็นข่าวพาดหัวของสื่อมวลชนทั่วโลกตลอด 18 วันติดต่อกันการร่วมแรงร่วมใจในการช่วย 13 ชีวิตนักฟุตบอลเยาวชนหมูป่าครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยและความเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารีที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากคุณลักษณะนี้ได้ปรากฏให้ชาวโลกเห็นตลอด 18 วันของการช่วยชีวิต 13 หมูป่า และเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับความชื่นชมไม่น้อยไปกว่าความกล้าหาญ ความอดทน ความมีวินัยและใจสู้ของ 13 หมูป่าที่ชนะใจผู้คนทั้งโลกในเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ก่อนแล้วท่านผู้อ่านที่เคารพยังมีปรากฏการณ์ที่น่าชื่นชมยินดีที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกประการหนึ่งของปีที่กำลังผ่านไปได้แก่ ปรากฏการณ์ “บุพเพสันนิวาส” อันสืบเนื่องมาจากละครโทรทัศน์ของช่อง 33 HD ที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นทั่วประเทศจนเกิดกระแส “นิยมไทย” ขึ้นอย่างกว้างขวาง ประชาชนชาวไทยจำนวนมากหันมาแต่งชุดไทยไปเที่ยวชมโบราณสถานและวัดวาอาราม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง รวมทั้งมีการแต่งกายชุดไทยในงานต่างๆนับเป็นปรากฏการณ์สำคัญของสังคมไทยที่สมควรแก่การบันทึกไว้ท่านผู้อ่านที่เคารพเมื่อกล่าวถึงการแต่งกายย้อนยุคกลับสู่ความเป็นไทยสมัยโบราณ ก็คงต้องกล่าวถึงงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ในวันเปิดงาน 9 ธันวาคมที่ผ่านนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จฯไปทรงเปิดงานด้วยพระองค์เอง อีกทั้งได้ทรงจักรยานนำขบวนข้าราชบริพารและประชาชนนับหมื่นคนปั่นจักรยานไปตามเส้นทางเสด็จจากพระลานพระราชวังดุสิตไปยังสวนสุขภาพลัดโพธิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ รวมระยะทาง ไปกลับ 39 กิโลเมตรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแย้มพระสรวลและโบกพระหัตถ์ไปด้วยตลอดเส้นทางเสด็จ นำความปลาบปลื้มปีติยินดีมาสู่พสกนิกรที่รอรับเสด็จอย่างเนืองแน่น อย่างหาที่สุดมิได้ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจในปีจอที่จะอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยไปตราบชั่วชีวิตนอกเหนือจากความสุขและความปีติยินดีดังกล่าวแล้ว ปี 2561 ยังเป็นปีแห่งการเตรียมตัวกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ชาวไทยได้สูญเสียไปตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราช โองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ในวันที่ 12 กันยายน อันจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 90 วัน และจะต้องจัดเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังจากนั้นเป็นการยืนยันชัดเจนว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แถลงว่า ยังยึดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ตามโรดแม็ปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวไว้หลายครั้ง เป็น วันเลือกตั้งจากนั้นก็มีคำสั่ง คสช.ถึง 9 ฉบับ ปลดล็อก ทางการเมืองให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งนับแต่วันที่ 11 ธันวาคม เป็นต้นมาก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างคึกคักอีกครั้งหนึ่งการกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แม้จะเป็นเพียง “ครึ่งใบ” แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญยิ่งของการเดินไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หรือที่เรียกกันว่าประชาธิปไตย “เต็มใบ” ต่อไปในอนาคตนับเป็นอีกหนึ่งของความปีติยินดีที่เกิดขึ้นในปีสุนัขทองคำท่านผู้อ่านที่เคารพอีกหนึ่งความสุขใจในปี 2561 และเป็นความสุขใจที่คนไทยได้รับตลอดมาในปีก่อนหน้านี้ นับเป็นสิบๆปีก็ว่าได้ได้แก่ความสุขจากชัยชนะของนักกีฬาไทยที่ไปคว้าชัยชนะในต่างแดนนำความภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงมาสู่พวกเราชาวไทยโดยเฉพาะในปีจอ ต้องถือเป็นปีประวัติศาสตร์ของวงการกอล์ฟไทย เมื่อ เอรียา จุฑานุกาล วัย 22 ปี กลับมาครองมือ 1 กอล์ฟหญิงของโลกอย่างสง่างามอีกครั้ง เธอคว้าแชมป์ LPGA มาได้อีก 3 รายการ รวมทั้งรายการ ยูเอส วูเมนส์ โอเพ่น ที่ถือเป็นรายการเมเจอร์อันสำคัญยิ่ง และเป็นเมเจอร์ที่ 2 ในชีวิตของนักกอล์ฟสาวรายนี้ขอปรบมือและบันทึกไว้ด้วยความภาคภูมิใจสำหรับผลงานของ “น้องเม” เอรียา จุฑานุกาล ที่นำธงชาติไทยไปโบกสะบัดบนลีดเดอร์บอร์ดของสนามกอล์ฟทั่วโลกอีกหนึ่งความสุขจากกีฬา ซึ่งแม้จะไม่มีนักกีฬาไทยเข้าแข่งขันเลย และคงต้องรอไปอีกนานแสนนานกว่าเราจะได้เห็นนักกีฬาไทย เข้าร่วมแข่งขันในกีฬาประเภทนี้กับเขาบ้างแต่คนไทยก็ติดตามดูชมและตักตวงความสุขจากการแข่งขันกีฬาดังกล่าวเสียยิ่งกว่ากีฬาที่เรามีนักกีฬาไปแข่งขันอีกหลายๆประเภท“ฟุตบอลโลก 2018” หรือ “ฟุตบอลโลก ครั้งที่ 21” ที่รัสเซียขันอาสาเป็นเจ้าภาพนั่นเองแฟนบอลชาวไทยมีโอกาสได้ดูการถ่ายทอดสดครบทุกแมตช์ จากการลงขันของภาคเอกชนหลายบริษัท และขณะเดียวกันก็ยังได้รับความสุขจากการเติมเต็มโดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในโครงการ “ทายผลฟุตบอลโลก” ที่เราจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 แล้วนับแต่ฟุตบอลโลก 1982 เป็นต้นมา มีผู้อ่านส่งไปรษณียบัตรมาร่วมทายผลกับเราทั้งสิ้น 232,938,225 ฉบับ ทายถูกต้องว่า ฝรั่งเศส เป็นแชมป์ร่วม 128,208,755 ฉบับพร้อมกับรับรางวัลเป็นเงินสด 10 ล้านบาท หนึ่งท่าน 1 ล้านบาท สิบท่าน 1 แสนบาท 100 ท่าน รวมเป็นเงินสด 30 ล้านบาท บวกกับของรางวัลอื่นๆรวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 45 ล้านบาทเป็นความสุขของแฟนไทยรัฐและแฟนฟุตบอลโลกที่ต้องบันทึกไว้เช่นเดียวกัน ท่านผู้อ่านที่เคารพจากการที่โลกของเราแคบลงไปมากในปัจจุบัน และประเทศไทยของเราไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวในโลกยุคนี้การจับตาและเฝ้าระวังผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก จึงมีความจำเป็นท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับเราว่าใน พ.ศ.2561 โลกใบนี้สงบและน่าอยู่ขึ้นกว่าปีก่อนๆการก่อการร้ายแม้จะมีอยู่บ้างแต่ก็ลดลง... รวมทั้งสงครามและการกระทบกระทั่งต่างๆก็น้อยลงแต่ก็ยังมีเหตุการณ์สำคัญของโลกเหตุการณ์หนึ่งที่สมควรแก่การบันทึกไว้ เพื่อที่จะเป็นบทเรียนสอนใจรัฐบาลอีกหลายๆรัฐบาลทั่วโลกนั่นก็คือ ข่าวการลุกฮือของประชาชนฝรั่งเศส กว่า 3 แสนคนที่สวมเสื้อกั๊กสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ออกมาชุมนุมประท้วงการขึ้นภาษีคาร์บอน และนํ้ามัน ของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ที่ประชาชนมีความรู้สึกว่า จะต้องแบกรับภาระหนักหน่วงเกินเหตุโดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้า ที่มีรายได้น้อยอยู่แล้วการประท้วงเป็นไปอย่างรุนแรงและยืดเยื้อ มีการปะทะมีการปราบปรามในหลายแห่งหลายที่แม้ต่อมารัฐบาลจะยอมถอยหลายก้าว รวมทั้งยังเพิ่มค่าแรงขั้นตํ่าให้ด้วย แต่ก็ดูเหมือนว่าการประท้วงจะยังไม่สงบลงเสียทีเดียวยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่? และจุดจบจะเป็นอย่างไร?สำหรับข่าวดีที่สุดสำหรับโลกใน พ.ศ.2561 คงจะหนีไม่พ้นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การจับมือของ ผู้นำ 2 ประเทศที่เป็นศัตรูกันมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ภาพการประชุมหารือที่ โรงแรมคาเปลลา เกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์ แล้วจบลงด้วยข้อตกลงอันจะนำไปสู่การปลดอาวุธนิวเคลียร์ 4 ข้อพร้อมด้วยการออกมาจับมือต่อหน้ากล้อง โทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กับ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนทำให้โลกทั้งโลกรู้สึกอบอุ่นใจ และมองเห็นสายรุ้งแห่งสันติภาพ ทอแสงขึ้น ณ นาทีนั้นแต่ก็นั่นแหละ ด้วยอารมณ์ที่มักเปลี่ยนแปลงง่ายของผู้นำทั้ง 2 ท่านอันเป็นที่ประจักษ์กันดีอยู่แล้วชาวโลกยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันภาวนาขอให้การตกลงและการจับมือครั้งนี้นำไปสู่ “สันติภาพ” ของโลกโดยแท้จริง...ในที่สุดท่านผู้อ่านที่เคารพในท่ามกลางข่าวดีที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีข่าวร้ายเกิดขึ้นมาด้วยเช่นกันเมื่อสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เช่นกัน ลุกขึ้นมาประกาศ “สงครามการค้า” ตั้งกำแพงภาษีแก่สินค้าที่จีนส่งไปขายสหรัฐฯ เริ่มจาก 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเบื้องแรก เพิ่มมาเป็นลอตใหญ่ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในหมัดที่ 2 และขู่ว่าอาจถึง 500,000 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับหมัดสุดท้ายนำมาซึ่งการขึ้นภาษีตอบโต้โดยรัฐบาลจีนต่อสินค้าสหรัฐฯแบบตาต่อตาฟันต่อฟันล่าสุดแม้จะมีการพักรบโดยมีการประชุมเจรจา สำหรับสินค้างวดหลัง แต่การที่ฝ่ายสหรัฐฯยังขู่ฟ่ออยู่ตลอดเวลาว่าจะไม่มีการลดราวาศอกในการเจรจาเด็ดขาดทำให้ความกังวลที่ห่วงกันว่าเศรษฐกิจโลกจะถดถอยอย่างแน่นอนในปีหน้า ยังคงมีอยู่ในใจของนักเศรษฐศาสตร์ทุกคนในทางทฤษฎีนั้นเชื่อกันว่าในการทำสงคราม การค้า จะไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะ เพราะในที่สุดจะแพ้ ด้วยกันทั้งคู่ในขณะที่โลกทั้งโลกก็คงจะพลอยบอบช้ำไปด้วย ดังเช่นคำทำนายของนักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าปีหน้า 2562 เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง และอาจถึงขั้นเกิดภาวะถดถอยหรือตกต่ำได้ในอีก 1 ปีถัดไปสงครามการค้า “จีน-สหรัฐฯ” จึงเป็นวาระแห่งโลกที่จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าจะลงเอยอย่างไรกันแน่?ท่านผู้อ่านที่เคารพจากปีจอที่กำลังจะจากไป เราขออนุญาตขยับสายตาจากการเหลียวหลังไปสู่การแลหน้ามองถึงปีกุน 2562 ที่กำลังจะมาถึงกันบ้างจะเห็นว่ามีหลายๆเรื่องหลายๆประเด็นและหลายๆกรณีที่เป็นความหวัง เป็นความสุข และเป็นความปลื้มปีติ รอคอยเราอยู่สำคัญที่สุดและจะนำไปสู่ความปลาบปลื้มสูงสุด ได้แก่ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของ สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวอยู่เสมอว่า...ประเทศไทยจะมีงานสำคัญหลังเลือกตั้งนี่คืองานที่ประชาชนชาวไทยรอคอยอย่างใจจดใจจ่อและพร้อมจะเข้าร่วมน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคลอย่างพร้อมเพรียงกันในปี 2562 ที่จะมาถึงอีกวาระหนึ่งที่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่รอคอยด้วยใจที่จดจ่อเช่นกัน ได้แก่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ตามกำหนดการที่ทุกฝ่ายยึดเป็นเป้าหมายในขณะนี้ถึงแม้จะมีความยุ่งยาก มีความสับสนและเป็นหมากที่วางไว้ชัดเจนว่า จะเป็นการเลือกตั้งเพื่อใครสักคนหนึ่งแต่เสียงประชาชนอย่างไรก็ยังมีความหมายเสมอ ขอให้พี่น้องชาวไทยทุกท่านใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนด้วยเถิดขอให้นึกตลอดเวลาก่อนกาบัตรว่า นี่คือการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดที่จะชี้อนาคตของประเทศไทยพลังเสียงของท่านอาจจะทำให้ได้ ใครก็ตาม ที่มิใช่ ใครคนนั้น มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็เป็นไปได้ท่านผู้อ่านที่เคารพประเด็นที่น่าห่วงใยสำหรับปี 2562 หรือ “ปีหมูทอง” ที่จะมาถึง น่าจะมีเพียงประเด็นด้านเศรษฐกิจเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ผลจาก “สงครามการค้า” จะทำให้เศรษฐกิจโลกปีหน้าชะลอตัวลง และอาจนำไปสู่การถดถอยในปีต่อไปย่อมกระทบมาถึงการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว ที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่น้อยเราก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลปัจจุบันที่จะรักษาการอยู่อีกระยะหนึ่ง จะไม่ตกอยู่ในความประมาท และจะมีมาตรการรับมือกับปัญหาต่างๆอย่างเหมาะสมรวมทั้งขอฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ที่จะเป็นใครก็ตาม หรือพรรคใดก็ตาม หรือหลายๆพรรครวมกันก็ตามให้มีแผนงานที่จะรับมือเศรษฐกิจโลกขาลงไว้ด้วยควบคู่ไปกับการแก้ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเราไม่อาจนิ่งดูดายได้อีกแล้วจากนี้เป็นต้นไปท่านผู้อ่านที่เคารพเป็นที่ทราบแล้วว่า องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศยกย่องให้ ผอ.กำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และมูลนิธิไทยรัฐ เป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา และสื่อสารมวลชน และให้มีการเฉลิมฉลองในโอกาส 100 ปีชาตกาลของท่านตั้งแต่ พ.ศ.2561-2562ขอเรียนความคืบหน้าแก่ท่านผู้อ่านว่า การจัดสร้างโรงเรียน ไทยรัฐวิทยา เพิ่มเติมอีก 10 แห่ง เพื่อให้เป็นทั้งสิ้น 111 แห่ง ในโอกาสเฉลิมฉลองครั้งนี้ ได้ดำเนินไปจนเกือบจะครบถ้วนแล้ว เราสร้างเสร็จและส่งมอบไปแล้ว 3 แห่ง อยู่ระหว่างเตรียมการส่งมอบอีก 3 แห่ง และจะดำเนินการก่อสร้างภายในปี 2562 นี้ และส่งมอบให้ครบตามเป้าหมายอีก 4 แห่งส่วนการ จัดงานใหญ่ร่วมกับยูเนสโก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองร่วมกันอย่างเป็นทางการ พร้อมการ เปิดพิพิธภัณฑ์ “กำพล วัชรพล” จะมีขึ้น ณ สำนักงาน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2562รายละเอียดและความคืบหน้าต่างๆเราจะรายงานให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบเป็นระยะๆไปท่านผู้อ่านที่เคารพคงทราบดีแล้วว่าหลายๆปีนี้ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นในวิถีการเสพและรับ ข่าวสารของมนุษย์ทั่วโลกส่งผลให้สื่อแบบเก่าค่อยๆล้มหายตายจากไปจนแทบจะหมดโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยโดยเฉพาะสื่อกระดาษ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ได้รับผลกระทบมากกว่าสื่อใดๆการปิดตัวเองของนิตยสารรายเดือน รายปักษ์ รายสัปดาห์ กลายเป็นข่าวใหญ่มาโดยตลอด จนล่าสุดที่ไม่เป็นข่าว เพราะต่างก็ปิดตัวเองไปเกือบหมดแล้วหนังสือพิมพ์รายวันทยอยปิดตัวไปบ้าง ที่ยังเหลืออยู่ต้องกัดฟันสู้ และจำเป็นต้องปรับตัวเอง อย่างใหญ่หลวงปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งความเหนื่อยยากของพวกเรา และคาดว่าปีถัดไปจะเหนื่อยยากขึ้นไปอีกแต่กระนั้นพวกเราทุกคนในไทยรัฐก็ขอยืนยันว่า เราจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆเราเชื่อว่าคนไทยยังต้องการสื่อที่ดี และมีมาตรฐานไว้สำหรับเป็นดุลถ่วงของสังคมในยุค ออนไลน์และโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยข่าวสารที่แม้จะรวดเร็ว แต่บ่อยครั้งก็เป็นข่าวเหลวไหล หลอกลวงและเชื่อถือไม่ได้สังคมยังต้องการสื่อที่เชื่อถือได้ และพึ่งพิงได้ ไว้สำหรับตรวจสอบความถูกต้อง เราตั้งใจจะเดินหน้าไปสู่จุดนั้นด้วยความมั่นใจว่านั่นคือโอกาสอยู่รอดของสื่อสิ่งพิมพ์ดังที่ท่านผู้อ่านทราบแล้วว่าสำหรับไทยรัฐกรุ๊ปของเราในยุคนี้ มิใช่มีเฉพาะหนังสือพิมพ์เท่านั้นเรายังมี ไทยรัฐทีวี และ ไทยรัฐออนไลน์ ผนึกกำลังกันอยู่อย่างแนบแน่นทั้ง 3 สื่อของเราพูดคุยกันอยู่เสมอ ประชุมหารือกันอยู่เสมอ และมีมติร่วมกันว่าไม่ว่าทิศทางการบริโภคสื่อของคนไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? เรายังเชื่อมั่นเสมอว่า ท่านผู้อ่านและท่านผู้ชมจะไม่ทอดทิ้งพวกเราดังนั้น เราจะทำหน้าที่เพื่อตอบแทนพระคุณของท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์และออนไลน์ และท่านผู้ชมโทรทัศน์ทุกท่านอย่างสุดความสามารถเราเคยเคียงบ่าเคียงไหล่ท่านผู้อ่าน ท่านผู้ชมต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรมของสังคมไทยมาอย่างไรก็จะยืนหยัดต่อสู้ต่อไปอย่างนั้นนี่คือคำมั่นสัญญาจากชาวไทยรัฐกรุ๊ปทุกคน!สวัสดีปีใหม่ 2562