“15 ปีแห่งความปลอดภัยบนท้องถนน” เป็นความท้าทายที่ไม่รู้จบ ของหน่วยงานป้องกัน ลด...สถิติเจ็บตาย จาก...“อุบัติเหตุ” เพียงเสี้ยววินาทีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ “สสส.” วันนี้เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เข้ามาร่วมจับงานป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนสถิติเจ็บตายช่วงเทศกาลวันหยุดยาวไม่ว่าเทศกาลใด?...ปีใด? หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เกิดขึ้นได้เพราะความประมาทแบบฉับพลันไม่มีใครคาดคิด แต่กระนั้นก็สามารถป้องกันได้หลังเปิดแคมเปญ “คิดถึง” เมื่อปลายปีก่อน สงกรานต์นี้ก็ใช้ “สงกรานต์กลับบ้านปลอดภัย” และ “พื้นที่เล่นน้ำปลอดเหล้า” ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข...ตรวจวัดแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ก่อให้เกิดเหตุทั่วประเทศ มุ่งหวังที่จะสร้างการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ดื่มแล้วขับให้จริงจังมากขึ้นสำหรับก้าวต่อไป สสส.พยายามกระตุ้นมาตรการแก้ปัญหาที่มีพัฒนาการสู่ความยั่งยืนด้วยการนำงานวิชาการมาปรับใช้ เช่น การสนับสนุนให้ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น เปิดโอกาสให้สังคมชุมชนที่ใกล้ชิดกับปัญหาเข้ามามีส่วนร่วมคลี่ปมและจัดการปัญหาให้มากขึ้น“ตอนนี้เราเห็นตัวเลขที่สูงมาก คือคนตายปีละกว่า 20,000 คน แต่ถ้าดูพื้นที่เข้มข้นมีอยู่ประมาณ 109 อำเภอ ซึ่งควรเป็นพื้นที่ที่เน้นหนัก และโฟกัสมากเป็นพิเศษ”ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มองว่า ด้วยมาตรการต่างๆ อัตราการเสียชีวิตโดยเฉพาะช่วงเทศกาลก็น่าจะลดน้อยลง อย่างไรก็ดี นี่เป็นก้าวย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะเป้าหมายที่สูงกว่านั้นคือการขยายเวลาของมาตรการเข้มข้นออกไป.....จาก 2 สัปดาห์ในช่วงเทศกาล เป็น 52 สัปดาห์ตลอดทั้งปี...แม้จะลดหย่อนความเข้มข้นลงบ้างหากพิจารณาจากตัวเลขการเสียชีวิต 20,000 คนต่อปี...ก็เท่ากับว่ามีคนตายด้วยอุบัติเหตุวันละประมาณกว่า 60 ศพ นี่ยังไม่นับรวมคนพิการที่หลายคนอยู่ในวัยทำงาน แต่ต้องกลายเป็นภาระของครอบครัวตลอดชีวิตตอกย้ำประเด็นน่าสนใจช่วงปีที่ผ่านมา...ช่วง 7 วันอันตราย ที่มีผู้เสียชีวิตสามร้อยคนเศษ ต่ำกว่าสัปดาห์ปกติด้วยซ้ำ ทั้งที่มีปริมาณการเดินทางและการเฉลิมฉลองเพิ่มขึ้นมาก แสดงถึงว่าเราทำงานในช่วงเวลาดังกล่าวได้ผลไม่น้อยเลย...สะท้อนให้เห็นว่าถ้าเราทำงานจริงจัง ก็สามารถตรึงและลดการเสียชีวิตให้น้อยกว่าปกติได้ยิ่งไปกว่านั้น...ถ้าขยายงานให้เต็มที่ไปตลอดปี ก็น่าจะลดภาพรวมของปัญหาได้เป็นรูปธรรมและยังสอดคล้องกับดำริของท่านนายกรัฐมนตรีที่อยากให้มีการรายงานเรื่องอุบัติเหตุทางถนนในทุกไตรมาสภารกิจหลักของ สสส. คือการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเรื่อง “สุขภาวะ” หรือ “ทุกขภาวะ” นั้นเปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก“การเกิดทุกขภาวะ เจ็บไข้ได้ป่วย หรือเสียชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากโรคติดเชื้อเป็นหลักเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว...แต่เกิดจากโรคไร้เชื้อที่มักเกี่ยวพันกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อม”เช่น มะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน นับรวมไปถึงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติภัยทางถนนก็เป็น 1 ใน 3 ของสาเหตุการตายสูงสุดของคนไทยที่มีอัตราสูงติดอันดับโลกอีกด้วยดร.สุปรีดา อธิบายอีกว่า การทำงานของ สสส.ซึ่งมีงบประมาณคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.7 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐ ไม่ใช่การลงไปให้บริการแก้ปัญหามหึมาที่เกิดขึ้นทุกท้องที่ในประเทศ เพราะมีหน่วยงานรัฐอื่นๆ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ และอีกหลายหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้วปัญหาเก่าก่อนยุคเมื่อ 14 ปีที่แล้วนั้นคือ “ต่างคนต่างทำ”...ไม่มีแผนร่วม ไม่ระบบเชื่อมร้อย ไม่มีเจ้าภาพกลางที่ชัดเจน เปรียบเสมือนวงดนตรีที่หลากหลายเครื่องดนตรีไม่มีโน้ตร่วม ไม่มีผู้ควบคุมวง เรา (สสส.) จึงวางบทบาทตัวเองเป็น “ผู้สนับสนุน” อุดช่องโหว่ด้วยการทำงานวิชาการ“ชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมสังเคราะห์ข้อเสนอทางนโยบาย จนเกิดการขับเคลื่อนจากฝ่ายนโยบายช่วยกันก่อให้เกิดโครงสร้างที่ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วมอย่าง...ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน มีแผนยุทธศาสตร์ชาติเป้าหมายชาติต่างๆตามมา สสส.สนับสนุนให้เกิดการทำงานวิชาการผ่านศูนย์ฯและอีกหลายหน่วยงานวิชาการที่สร้างฐานข้อมูล...สังเคราะห์ข้อเสนอนโยบายที่จำเป็น ว่าควรต้องทำอะไรบ้าง ควรต้องปรับเปลี่ยนกฎหมายอะไร หรือควรต้องบังคับใช้ในลักษณะใดบ้าง”อีกจุดอ่อนหนึ่งที่ สสส.เข้ามาช่วยวางรากฐานช่วงต้น คือ “การสื่อสาร” อาทิ การรณรงค์ผ่านสื่อกระแสหลัก “7 วันอันตราย”...“ตั้งสติ ก่อนสตาร์ต” รวมถึงเป็นสื่อกลางที่ช่วยถ่ายทอดนโยบายจากส่วนกลางไปสู่ระดับภูมิภาคก่อนที่จะมีหลายหน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชนออกมาทำงานสื่อสารรณรงค์ร่วมกันในจำนวนไม่น้อยเพียงแต่ว่าในปีแรกๆ หลังจากมีโครงสร้างระดับชาติ เรายังพบปัญหาการถ่ายทอดนโยบายชาติสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ เราจึงเข้าไปมีส่วนในการเข้าไปพัฒนาระบบพี่เลี้ยง และสาน 5 เสาหลักของหน่วยงานในจังหวัดต่างๆ ทั้งด้านมหาดไทย คมนาคม ตำรวจ การศึกษา และสาธารณสุข จนเกิดการบูรณาการรวมทั้งประสานงานกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เอกชน...ประชาสังคม กลายเป็นเครือข่ายแนวราบที่เข้มแข็ง สามารถปฏิบัติตามและประยุกต์นโยบายของส่วนกลางได้อย่างมีหลักการ...มีประสิทธิผล พร้อมทั้งเรียนรู้ปรับตัวจากผลการทำงานอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ สสส.ยังทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาชนและสื่อ เช่น เครือข่ายลดอุบัติเหตุ ชมรมคนห่วงหัว เครือข่ายสื่อภูมิภาคและวิทยุชุมชน รวมถึงสนับสนุนมูลนิธิเมาไม่ขับ จัดทำเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นวิทยากรในการถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆให้สังคมหันมาตระหนักเรื่องความปลอดภัยที่สำคัญ “ฐานข้อมูล” ก็เป็นอีกเรื่องที่งานวิชาการ สสส.มีส่วนผลักดัน ดร.สุปรีดา ย้ำว่า สมัยก่อนเมืองไทยใช้ข้อมูลของตำรวจเป็นหลักหากไม่มีการรับแจ้งเป็นคดีก็ไม่มีการบันทึกข้อมูลไว้ หรือข้อมูลจากโรงพยาบาลก็ได้ข้อมูลเฉพาะรายที่เข้ารับบริการโรงพยาบาลของรัฐเป็นหลัก“นโยบายระบบข้อมูลเริ่มได้รับการสนับสนุน โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลักในการประสานข้อมูลจากฐานตำรวจสาธารณสุขและบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย ร่วมกับข้อมูลใบมรณบัตร เกิดเป็นฐานข้อมูลที่ใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้น และ...ตัวเลขก็จะสูงกว่าฐานข้อมูลเดิมที่ใช้กันมาด้วย”ให้เข้าใจกันอย่างชัดเจนว่า...ต้องไม่เอาตัวเลขคนละฐานมาเปรียบเทียบกัน เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจว่า ทำไมตัวเลขผู้ประสบเหตุจึงสูงขึ้นกว่าอดีต แม้สถานการณ์บางอย่างเริ่มคลี่คลายแล้วก็ตามยกตัวอย่างเช่น...ยอดผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันในเทศกาลสงกรานต์เมื่อกว่า 10 ปีก่อนเคยสูงถึง 700-800 คน ทุกโรงพยาบาลแน่นไปหมด จนทุกวันนี้ยอดอยู่เพียงกว่า 300 คน เป็นต้นวันนี้สถานการณ์เหล่านี้ดีขึ้นบ้างมาถึงจุดคงตัว เพราะมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุตลอด ทั้งรถจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นปีละ 3 ล้านคัน...เป็นจักรยานยนต์ราวๆ 2 ล้านคัน ถนนหนทางที่ดีขึ้นจนสามารถทำความเร็วได้มากขึ้น แม้ว่ามีมาตรการและระบบรองรับที่เข้มขึ้น แต่สุดท้ายอัตราการเสียชีวิตก็คงไม่ลดลงชักธงรบรณรงค์ลด “อุบัติเหตุ”...ลด เจ็บ ตาย จึงต้องทำกันทั้งปีและทำอย่างต่อเนื่อง.