หัวหน้าทีมซอกแซกเพิ่มจะมีโอกาสไปดูภาพยนตร์ดังมากของสาธารณรัฐ ประชาชนจีนเรื่อง “จดหมายรักถึงอาม่า” เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วนี่เอง ด้วยความตั้งใจอย่างยิ่งเพื่อจะนำมาเขียนถึงในคอลัมน์ซอกแซกวันนี้จริงๆแล้ว เราส่งลูกทีมของเราคนหนึ่งไปดู ตั้งแต่วันฉายวันแรก 6 สิงหาคม เพราะตั้งใจจะลงให้ตั้งแต่ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคมโน่นเลยลูกทีมกลับมารายงานว่า “หนังดีมาก ผมชอบมาก ดูแล้วแอบร้องไห้หลายตอนนึกถึงชีวิตของอากง อาม่า เมื่อผมยังเด็ก แต่ผมไม่รู้จะเขียนยังไงดี...เริ่มต้นไม่ถูก มันยากเกินไปสำหรับผม...หัวหน้าต้องไปดูเองแล้วล่ะ”หัวหน้าทีมซึ่งไม่อยากเข้าโรงหนังเลย เพราะมีโรคประจำตัวต้องปัสสาวะบ่อยทุกๆ ชั่วโมง หนังฉายไปครึ่งเรื่องจะต้องออกไปปลดทุกข์ ซึ่งกว่าจะออกจากโรงเดินไป ห้องน้ำ ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงมากไม่จำเป็นจึงไม่อยากไปดูหนังโรงเท่าไหร่นัก เพราะไม่มีการพักครึ่งเวลาเหมือนโขนพระราชทาน ศูนย์ศิลปาชีพ หรือละครเวทีของคุณ บอย ถกลเกียรติิแต่สำหรับหนังเรื่องนี้ “จำเป็น” แล้วละเพราะไม่ใช่หนังจีนธรรมดาๆทั่วไปที่เข้ามาฉายบ้านเรา...ทว่าเป็นหนังระดับ “ปรากฏการณ์” หรือ Phenomenon ของ สาธารณรัฐประชาชน จีน พี่เบิ้ม “หมายเลข 2” ณ นาทีนี้ของโลกเข้าฉายที่ ซัวเถา เมื่อ 17 เมษายน พ.ศ.2569 นี้เอง จากนั้นก็ออกฉายทั่วประเทศจีนเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา กวาดเงินไปถึง 1,900 ล้านหยวน หรือประมาณ 9,500 ล้านบาท สูงสุดเหนือภาพยนตร์จีนทุกเรื่องในห้วงเวลาเดียวกันทั้งๆที่เป็นภาพยนตร์ “ต้นทุนต่ำ” เป็นบริษัทผู้ผลิตเล็กๆของเมืองซัวเถา ซึ่งเป็นเมืองที่ชาวจีน “แต้จิ๋ว” อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ของมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งตามข่าวบอกว่าลงทุนไปแค่ 14 ล้านหยวน หรือ 70 ล้านบาทเท่านั้นนอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นปรากฏ การณ์แห่งปีของจีนอย่างที่กล่าวไว้แล้ว เหตุผลที่คอลัมน์ซอกแซกควรจะบันทึกไว้อีกข้อหนึ่งคือ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากชีวิตจริง ของ ชาวจีน ที่อพยพหลบหนีภัยสงครามและความยากจนมาทำงานใน ราชอาณาจักรสยาม หรือแผ่นดินไทยของเรานี่เองสะท้อนชีวิตอาก๋งอาม่าชาวจีนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีความอดอยากมาพึ่ง “พระบรมโพธิสมภาร” ของพระมหากษัตริย์ไทย และส่วนมากไม่เพียงได้รับความร่มเย็นและหายอดอยากเท่านั้น ยังร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ส่งเงินผ่านระบบ “โพยก๊วน” ไปให้ครอบครัวที่อยู่ทางโน้นอีกด้วยว่าแล้วหัวหน้าทีมซอกแซกซึ่งทุกวันนี้ก็ย่างเข้าสู่วัย “อากง” เรียบร้อย จึงเกี่ยวก้อยชวนภรรยาซึ่งก็ย่างเข้าสู่วัย อาม่า แล้วเช่นกัน ไปดู รอบเที่ยงวัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม ณ โรงภาพยนตร์ เมเจอร์โลตัส บางกะปิที่ต้องระบุอย่างละเอียดเพราะในย่านบางกะปิของหัวหน้าทีม เหลือฉายที่นี่เพียงโรงเดียวเท่านั้น และเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วก็ฉายเพียงรอบเดียว คือ รอบเที่ยง เท่านั้นเองหัวหน้าทีมซอกแซกต้องย้ำในประเด็นนี้ก็เพื่อจะเรียนเตือนท่านผู้อ่านที่สนใจ และมีความประสงค์จะมีส่วนร่วมใน “ภาพยนตร์ปรากฏการณ์” เรื่องนี้ให้ได้รับทราบไว้ว่า...คงต้องรีบหน่อยแล้วละ...เดี๋ยวจะไม่ทันกาล เพราะไม่เพียงแต่จะฉายแค่รอบเดียวเท่านั้น ณ โรงภาพยนตร์ที่ ห้างโลตัสบางกะปิ (อยู่ตรงข้ามกับ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์บางกะปิ) ยังมีคนดูทั้งรอบเพียง 11 คนเท่านั้นเองจึงต้องรีบมาประกาศเชิญชวนให้ท่านที่มีความประสงค์จะดูและมีแผนว่าจะดูเมื่อนั่นเมื่อนี่รีบปรับแผนเสีย...ไปดูให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้...เดี่ยวจะไปดูไม่ทันว่าอย่างนั้นเถิดกล่าวในแง่เนื้อหาสาระและบทบาทการแสดงของดาราต่างๆแม้จะเป็นดาราใหม่เสียเกือบทั้งหมด แต่ก็ถือว่า OK นะครับหัวหน้าทีมซอกแซกอาจจะผ่านโลกผ่านชีวิตมาพอสมควร ทำให้หัวใจกล้าแกร่งดูแล้วก็แค่รู้สึกสงสารเห็นใจและซึ้งๆบ้างเท่านั้น ไม่ถึงกับ “น้ำตาไหล” แบบต้องใช้ทิชชูซับเป็นปึกอย่างที่มีการโฆษณาเอาไว้โดยรวมหัวหน้าทีมให้คะแนน 8 ใน 10 ครับ ถือว่าอยู่ใน เกณฑ์สูง พอสมควรแต่ในแง่ความ “ภาคภูมิใจ” ในฐานะชาวสยามแผ่นดินที่ชาวจีนแต้จิ๋วมาพึ่งพาพระบรมโพธิสมภาร แล้วประสบความสำเร็จส่งเงินกลับไปช่วยชาวจีนที่อยู่หลัง ซึ่งเขารวบรวมตัวเลขไว้ในตอนจบของภาพยนตร์ นั้นเอาไป 10 เต็ม 10 เลยครับต้องขอขอบคุณผู้กำกับหลานหงซุน ที่หยิบประเด็นเรื่อง “โพยก๊วน” มาสร้างภาพยนตร์ ได้อย่างมีชีวิตชีวา หลังจากที่เคยมาถ่ายทำสารคดีในประเทศไทยและได้มีโอกาสสัมภาษณ์ขาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนหลายร้อยชีวิตขอบคุณที่เขาเลือกประเทศไทยเป็นตัวอย่าง ของการส่ง “โพยก๊วน” กลับบ้าน ทั้งๆที่มีคนจีนโพ้นทะเลมากมายในประเทศอื่นๆขอบคุณที่เขาทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำเงิน ในประเทศจีนถึง 1,900-ล้านหยวน ซึ่งแปลว่าจะต้องมีคนจีนซาบซึ้งและชื่นชมในประเทศไทยหลายสิบล้านคนฝาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.เอาไว้ด้วยว่า เราสามารถจะใช้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสื่อในการดึงนักท่องเที่ยวจีนระดับคุณภาพ...ที่น่าจะรักชื่นชมและขอบคุณประเทศไทยที่เคยให้ความอบอุ่นแก่ญาติผู้ใหญ่ของเขาในอดีตได้มากกว่าประเทศอื่นๆคนดูหนังเรื่องนี้ในเมืองไทยน้อยไปหน่อยก็ไม่เป็นไรครับ...ขอให้คนดูที่เมืองจีนเยอะๆ ก็พอใจแล้ว เผื่อเขาจะติดอกติดใจหรือมีความชื่นชมตามมาเที่ยวเมืองไทยตามรอยบรรพบุรุษของเขามากขึ้นเพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังอยากได้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีเงินด้วยจากจีนอยู่ดีละครับ...ในยามที่เศรษฐกิจของเราถดถอยอย่างทุกวันนี้.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “ซูมซอกแซก” เพิ่มเติม