วิกฤติสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำลุ่มน้ำภาคเหนือตอนบน...แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง รวมถึง สาละวินและกระบุรี พุ่งเป้าต้นตอของมลพิษ...ปัญหาหลักยังคงมาจากการทำเหมืองแร่สำคัญ และเหมืองแร่หายาก รวมถึง เหมืองทองคำ ในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมาบริเวณใกล้ชายแดนไทยและพื้นที่อิทธิพลตามแนวชายแดน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐวิสาหกิจ-เอกชนทุนจีนและกองกำลังในพื้นที่ โดยไม่มีระบบควบคุมหรือกำจัดของเสียตามมาตรฐานสากล ก่อนจะปล่อยน้ำปนเปื้อนไหลข้ามพรมแดนลงสู่แม่น้ำสายหลักของไทยผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยยืนยันการพบการปนเปื้อนของโลหะหนักอันตราย เช่น สารหนู สารตะกั่ว และปรอท ในระดับที่สูงเกินมาตรฐาน ทั้งในน้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำในธรรมชาติลดลง ปลาบางสายพันธุ์เริ่มหายไป สร้างความเดือดร้อนต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ประมงพื้นบ้าน ผู้ใช้น้ำประปา ภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และพื้นที่ลุ่มน้ำโขง พลิกแฟ้มไล่เรียงไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ ย้อนไปช่วงกลางปี 2568 นับเป็นจุดเริ่มต้นวิกฤติครั้งใหญ่...ตรวจพบการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสายอย่างรุนแรง สร้างความตื่นตระหนก...ผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยง เช่น ช้างผิวพุพอง และคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภคภาคประชาสังคมและนักวิชาการเริ่มออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ “รัฐบาล” เร่งแก้ปัญหาเชิง “นโยบาย” ล่วงเลยมาถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทีมนักวิจัย อาทิ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และเครือข่ายสื่อมวลชนภาคเหนือ ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเบาะแสเรือขุดและพื้นที่เหมืองทองคำ...แร่หายากบริเวณต้นน้ำใกล้ชายแดนเมียนมา ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับมลพิษในแม่น้ำโขงและแม่น้ำกก เดือนพฤษภาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ถูกกดดันให้เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยมีการผลักดันประเด็นสิ่งแวดล้อมข้ามแดนเข้าสู่กลไกการประชุมระดับสูง (HLC ไทย-เมียนมา)เดือนมิถุนายน 2569 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) โดยทีมนักวิจัยเปิดเผยผลงาน “การเฝ้าระวังโลหะหนักลุ่มน้ำภาคเหนือตอนบน” พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์มกลาง “WaterRoom” เพื่อให้ภาคประชาชนและนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองสามารถตรวจสอบข้อมูลการปนเปื้อนในแม่น้ำ 5 สาย...กก, สาย, รวก, โขง, สาละวิน ได้ด้วยตนเองเดือนกรกฎาคม 2569 เตือนใจ ดีเทศน์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน กระบุรี ได้ออกแถลงการณ์และหนังสือ (พชภ. 042/2569) กราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อพบปะประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมีกำหนดการเจรจาหารือทวิภาคีกับผู้นำเมียนมา (พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย) ในช่วงวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 นี้เพื่อผลักดันให้การแก้ปัญหา “สารพิษข้ามพรมแดน” ถูกหยิบยกเป็นวาระเร่งด่วนในการเจรจาระดับผู้นำประเทศเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวต่อเนื่องเกือบสองปีที่ผ่านมา เรื่องสถานการณ์ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ซึ่งมีสาเหตุจากการทำเหมืองแร่สำคัญ แร่หายาก ในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ที่ไม่มีการควบคุมการกำจัดของเสียก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติตามมาตรฐานสากลก่อให้เกิดผลกระทบด้านอาชีพ เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพวิถีชีวิต ห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ ต่อประชาชนในชุมชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำ ขยายไปสู่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงโดย “รัฐบาลไทย” ยังไม่มีการเจรจากับประเทศต้นทางผู้เป็นต้นเหตุของปัญหาและประเทศที่ใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุเหล่านี้ เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน กระบุรี ได้ทราบว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะเจรจาหารือกับ ประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย เรื่องปัญหา “สารพิษข้ามพรมแดน” ในช่วงระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 จึงขอกราบเรียนเชิญท่านนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อพบกับประชาชนกลุ่มต่างๆที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำประปาจากแม่น้ำกก กลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มอาชีพท่องเที่ยว เพื่อรับฟังสถานการณ์ปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้ได้รับผลกระทบ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการเพื่อนำไปประกอบการเจรจาเพื่อยุติปัญหาที่ต้นเหตุได้สำเร็จโดยเร็วด้วยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างสร้างสรรค์ คืนวิถีชีวิตที่ชุมชน อยู่ร่วมกับแม่น้ำเหล่านี้อย่างสันติสุขมานานนับร้อยปี จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะกรุณาลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายตามคำเชิญของประชาชน ตามวันและเวลาที่ท่านสะดวก เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองของท่านนายกรัฐมนตรีที่อยู่เคียงข้างประชาชนที่ประสบปัญหาวิกฤติเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเร่งแก้ปัญหาร่วมกับพันธมิตรนานาชาตินี้ให้จบสิ้นโดยเร็วที่สุดเสียงสะท้อนจากคนริมโขง ลุ่มน้ำเหนือในวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การเยียวยาเฉพาะหน้า แต่คือการเรียกร้อง “เจตจำนงทางการเมือง” ของผู้นำประเทศที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน ยุติวิกฤติที่ต้นเหตุ และทวงคืนสายน้ำที่ชุมชนอยู่ร่วมกันมาอย่างสันติสุขนานนับร้อยปีให้กลับคืนมาอีกครั้ง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม