คนไทยโบราณสั่งสอนลูกหลานเสมอว่า “อย่าทิ้งข้าว…อย่าดูหมิ่นข้าว” เพราะนั่นคือการไม่เคารพ “แม่พระโพสพ”...ความศรัทธานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเล่า แต่ฝังลึกอยู่ในวิถีชีวิตชาวนาไทยทุกขั้นตอน ตั้งแต่วันแรกของการหว่านเมล็ดจะมีการกล่าวคำเชิญ แม่พระโพสพลงสู่ผืนนาเมื่อข้าวเริ่ม “ตั้งท้อง” ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นช่วงที่แม่พระโพสพลงมาสถิตอยู่ในรวงข้าว จึงเกิดพิธี “ทำขวัญข้าว” เพื่อเรียกขวัญแม่...ไม่ให้หนีจากนากลางทุ่งกว้าง...ธูปควันบางลอยอ้อยอิ่ง ไข่ต้ม กล้วยน้ำว้า ข้าวสวย หมากพลูถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย เสียงเรียกขวัญดังแผ่วเบา “แม่โพสพเอ๋ย…ขอเชิญอยู่กับนา ให้ข้าวเต็มรวง… ให้เมล็ดเต็มลาน อย่าหนีไปไหน…ลูกหลานจะอดอยาก”พิธีกรรมเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหวังของคนทั้งครอบครัว เพราะสำหรับชาวนา... ข้าวไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจแต่คือชีวิตทั้งปี ผนวกกับอีกหนึ่งความเชื่อที่เล่าขานไว้คือข้อห้ามในช่วงข้าวออกรวง...ห้ามทะเลาะกลางนา ห้ามตะโกนเสียงดัง ห้ามด่าทอ หรือทำลายต้นข้าวเพราะเชื่อว่า...แม่พระโพสพตกใจและจะหนีจากทุ่งนา เมื่อแม่หนี...รวงจะลีบ เมล็ดจะฝ่อผลผลิตจะเสียหาย ศรัทธานี้อาจดูเป็นเพียงความเชื่อ แต่แท้จริงคือภูมิปัญญาโบราณที่สอนให้คนเคารพธรรมชาติและดูแลต้นข้าวอย่างอ่อนโยน...ครั้นเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวพิธีสำคัญอีกอย่างจะเริ่มขึ้นชาวนาจะเลือกรวงข้าวที่สมบูรณ์ที่สุดมัดเป็น “แม่โพสพ” นำไปตั้งไว้ในยุ้งฉางเสมือนเชิญแม่เข้าบ้าน เชื่อว่าแม่พระโพสพจะคุ้มครองข้าวทั้งยุ้งให้มีกินตลอดปีภาพของหญิงสาวในชุดไทยถือรวงข้าวสีทองยืนกลางทุ่งนาจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ บางท้องถิ่นเชื่อว่าคืนเดือนเพ็ญ…ในฤดูข้าวเหลืองอาจเห็นเงาหญิงสาวเดินผ่านท้องนา นั่นคือ…แม่พระโพสพกำลังตรวจดูรวงข้าวของลูกหลานตำนาน...ความเชื่อ...และศรัทธาอาจถูกตั้งคำถามในโลกยุคใหม่แต่ความจริงหนึ่งยังไม่เปลี่ยนทุกชีวิต...ยังต้องกินข้าว ทุกครอบครัว...ยังพึ่งพารวงทอง ทุกสังคม...ยังอยู่ได้ด้วยเมล็ดเล็กๆนี้แม่พระโพสพ...จึงไม่ใช่เพียงเทพในตำนานแต่คือสัญลักษณ์ของการให้โดยไม่เรียกร้องสิ่ง ตอบแทน แม่ที่ยอมสละร่างเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตและตราบใดที่ยังมีคนไทยกินข้าวชื่อของ “แม่พระโพสพ” ก็จะยังคงอยู่...กลางทุ่งรวงทองตลอดไป น้อยคนนักจะรู้ว่า “แม่พระโพสพ” ไม่ได้มีแค่ความอ่อนช้อยสวยงาม หากแต่ซ่อนไว้ด้วยบทเรียนเรื่อง “ความโลภ” และ “ความกตัญญู” ที่น่าสะพรึงกลัวนับแต่โบราณเล่าขานกันว่าในยุคปฐมกาลนั้น เมล็ดข้าวไม่ได้มีขนาดเล็กจิ๋วอย่างทุกวันนี้? ท่านว่าเม็ดหนึ่งใหญ่เท่าลูกมะพร้าว ผิวเป็นสีทองอร่าม แถมยังมีอิทธิฤทธิ์ “บิน” เข้าสู่ยุ้งฉางเองได้โดยที่มนุษย์ไม่ต้องเหนื่อยยากตรากตรำหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทว่า...ความสบายมักทำให้นิสัยคนเสียเรื่องมีอยู่ว่ามีหญิงหม้ายคนหนึ่ง บางตำนานว่า...ยายกับตาเกิดใจร้อน เห็นข้าวบินมาเข้ายุ้งช้าไม่ทันใจ หรือบางทีก็รำคาญที่ข้าวมาเคาะประตูบ้านโครมๆ แกเลยหยิบไม้คานขึ้นมา “หวด” เมล็ดข้าวยักษ์จนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ“แม่พระโพสพ” ในร่างจำแลงทรงเสียพระทัยอย่างยิ่งที่มนุษย์อกตัญญู จึงหนีไปกบดานจำศีลอยู่ใน “ถ้ำทอง” ลึกสุดหยั่ง ทิ้งให้โลกมนุษย์เผชิญกับทุพภิกขภัย อดอยากปากแห้งจนเกือบสิ้นเผ่าพันธุ์เดือดร้อนถึงพระฤาษีต้องใช้อิทธิฤทธิ์ไปอ้อนวอน ขอขมาลาโทษแทนมนุษย์ผู้โง่เขลา ท่านจึงยอมกลับมา แต่มีข้อแม้ว่า...“ต่อแต่นี้ไป ข้าจะไม่บินไปหาพวกเจ้าอีก เจ้าต้องดูแลข้าด้วยหยาดเหงื่อ และต้องรู้จักกราบไหว้ให้เกียรติข้าในฐานะผู้มีพระคุณ”เศษข้าวที่แตกกระจายในวันนั้น จึงกลายเป็นเมล็ดข้าวเล็กๆที่เราต้องปักดำกันจนถึงทุกวันนี้ผู้คนนิยมขอพร “แม่พระโพสพ” ในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ในครัวเรือน ขอให้มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ เงินทองไหลมาเทมาดั่งเมล็ดข้าวในยุ้ง ถัดมาก็เรื่องการค้าขาย พ่อค้าแม่ค้านิยมบูชาเพื่อให้ขายดี หยิบจับอะไรเป็นเงินเป็นทอง... เปรียบเปรยดุจดั่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตนับรวมไปถึงการล้างหนี้ เชื่อว่าบารมีของท่านช่วยให้พ้นจากความยากจนและวิกฤติเศรษฐกิจ ให้รู้ไว้ว่า...ของไหว้และเครื่องบวงสรวงหัวใจสำคัญคือความประณีต เครื่องไหว้ของแม่พระโพสพจะเน้นความ “อ่อนหวาน” และ “สวยงาม” ตามลักษณะนิสัยของสตรี...เครื่องคาวหวาน ข้าวสุก...ใส่กระทงหรือถ้วยสะอาด, ขนมหวานที่มีกะทิและน้ำตาล, ผลไม้รสหวานและเปรี้ยว เช่น กล้วย อ้อย ส้มหากเป็นเครื่องประดับสตรี ก็เช่นแป้งร่ำ น้ำหอม หวี กระจก ผ้าสไบสีสวยงาม นิยมสีชมพูหรือสีทอง และดอกไม้สีสันสดใส เช่น ดอกดาวเรือง กล้วยไม้ หรือมะลิ โดยทั่วไปใช้ธูป 9 ดอก เพื่อความเป็นสิริมงคล หรือ 21 ดอก ตามกำลังพระคุณแม่โพสพ 21 ประการ และ...คาถาบูชา (แบบย่อและแบบดั้งเดิม) ตั้งนะโม 3 จบ “โพสะวะโภชะนัง อุตตะมะ ลาภัง มัยหัง สัพพะสิทธิหิตั้ง โหตุ”คำแปล...ขอให้ลาภอันประเสริฐที่เกิดจากโภชนาการคือข้าวนี้ จงสำเร็จแก่ข้าพเจ้าในทุกประการ“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก-ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม