ยาลดไขมันยาสแตติน มีคุณสมบัติที่ดี ลดคอเลสเทอรอล ลดปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือด แน่นอนคนที่อ้วนและไม่ฟิต เป็นกลุ่มคนที่ใช้ยาลดไขมันเยอะมาก งานวิจัยชี้ว่ามีผลทางลบ ในการเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน Mayo Clinic proceedings เดือน พฤศจิกายน 2025กลุ่มผู้ป่วยไขมันในเลือดผิดปกติทั่วประเทศ (n=311,269; อายุ 60.8±9.2 ปี) ได้รับการรักษาด้วยยาสแตตินเป็นเวลา 6 เดือน หรือมากกว่า โดยไม่มีโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนเริ่มใช้ยาสแตติน ผู้ป่วยทุกคนได้รับการทดสอบสมรรถภาพทางกายบนลู่วิ่งตามมาตรฐานระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2542 ถึง 3 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยไม่มีหลักฐานของภาวะเส้นเลือดตีบ จำแนกเป็นกลุ่ม CRF cardiorespiratory fitness ออกเป็น 5 กลุ่มตามอายุและเพศ โดยพิจารณาจากค่าเทียบเท่าเมตาบอลิซึมสูงสุด (peak metabolic equivalents หรือ METs) ที่ทำได้ และแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มดัชนีมวลกาย (BMI)และ 2 กลุ่มความเข้มข้นหรือความแรง intensity ของยาสแตตินระหว่างการติดตามผลเฉลี่ย 10.9 ปี (3,421,650 คน-ปีของการสังเกต) มีผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (T2DM) จำนวน 56,994 ราย (อัตราการเกิด 16.7 ครั้ง/1,000 คน-ปี) ความเสี่ยงที่ปรับแล้วสูงขึ้น 23% ในผู้ป่วยที่ใช้ยาสแตตินความเข้มข้นสูง เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ใช้ยาสแตตินความเข้มข้นต่ำ (HR 1.23; ช่วงความเชื่อมั่น 95% 1.21 ถึง 1.25)...ความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงขึ้นและใช้ยาสแตตินความเข้มข้นสูง โดยเพิ่มขึ้น 4.44 เท่า (HR 4.44; ช่วงความเชื่อมั่น 95% 4.22 ถึง 4.67) ในผู้ป่วยโรคอ้วน...ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ระหว่าง CRF-T2DM เป็นแบบผกผันและมีการเกรดโดยไม่คำนึงถึง BMI หรือระบอบการรักษาแบบความเข้มข้นคงที่ และมีความเสี่ยงลดลงประมาณ 30% ถึง 60% สำหรับผู้ป่วยที่มีค่า METs มากกว่าหรือเท่ากับ 8.4±1.2ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสแตตินความเข้มข้นสูง/ความฟิตน้อยที่สุด ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้น 21% (HR 1.21; ช่วงความเชื่อมั่น 95% 1.18 ถึง 1.25) และลดลง 47% (HR 0.53; ช่วงความเชื่อมั่น 95% 0.51 ถึง 0.56) ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสแตตินความเข้มข้นสูง/ความฟิตสูงมาก การรักษาด้วยสแตตินความเข้มข้นสูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงขึ้นและลดลงเมื่อค่า CRF สูงขึ้น กลยุทธ์ในการปรับปรุงสมรรถภาพและการลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่ได้รับสแตตินความเข้มข้นสูงอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้กลไกเกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ในลำไส้ (gut microbiome) และส่งผลต่อต้านอินซูลิน (insulin resistance) ได้ (วารสาร cell metabolism 2024) ผู้ป่วย 30 รายที่ได้รับอะตอร์วาสแตติน atorvastatin และผู้ป่วยกลุ่มควบคุม 10 ราย ติดตามผล 16 สัปดาห์ ยาทำให้ GLP-1 (glucagon-like peptide-1) ในเลือดลดลง และลดแบคทีเรียลำไส้ ชนิดที่มีเอนไซม์ HSDHs (hydroxysteroid dehydrogenases) ซึ่งสร้าง secondary bile acid เช่น ursodeoxycholic acid (UDCA)และจากนั้น bile acid ที่เปลี่ยนแปลงอาจลดการหลั่ง GLP-1 ส่งผลให้ความไวของอินซูลินลดลง การทดลองในสัตว์ทดลองยืนยันว่าสแตตินสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะดื้อต่อกลูโคสได้ และการปลูกถ่ายเชื้อคลอสตริเดียม sp. และการเสริมกรดเออร์โซดีออกซีโคลิก (UDCA) สามารถบรรเทาภาวะดื้อต่อกลูโคสที่เกิดจากสแตตินได้.หมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติม