กกต.แถลงยืนยันการแจ้ง ความดำเนินคดี 6 บุคคล เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย มีหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน ไม่ใช่เป็นการฟ้องประชาชนหรือคุกคามสื่อและส่งหนังสือชี้แจงปมถูกร้องพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่อขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบถึงมือผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ด้าน “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ไม่หวั่นถูก กกต.แจ้งความดำเนินคดีข้อหาแรง ปมเลือกตั้งเขตคันนายาว เข้าพบตำรวจเคลียร์ความบริสุทธิ์ใจ สมาคมนักข่าวฯและสื่อ SPACEBAR ออกแถลงการณ์ยืนยันทำหน้าที่ด้วยความสุจริตใจและยึดมั่นพันธกิจ “สื่อมวลชน” ชี้ กกต.ตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุภายหลัง กกต.เข้าแจ้งความตำรวจกองปราบ ปราม ให้ดำเนินคดีกับ 6 บุคคล มีนายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี block chain นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษก พรรคประชาชน และนายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar ข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.และยังเล่นงานรุนแรงในข้อหาอั้งยี่-ยุยง ปลุกปั่นประชาชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนเกิดคำถามจากประชาชนไทยว่า กกต.ฟ้องเพื่ออะไรนั้น“พริษฐ์” พบ ตร.แสดงความบริสุทธิ์ใจที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เวลา 11.00 น. วันที่ 27 ก.พ. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน เดินทางมาลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวนกองปราบฯ แสดงความบริสุทธิ์ใจ กรณีมีชื่อเป็น 1 ใน 6 บุคคลที่ถูก กกต.ฟ้องดำเนินคดี จากเหตุการณ์การออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ. พร้อม กล่าวว่ามายืนยันความบริสุทธิ์ใจและต้องการยืนยันข้อเท็จจริง เนื่องจากเห็นเพียงรายงานข่าว ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องอั้งยี่ ยืนยันว่า ไม่ว่าข้อกล่าวหาใด มั่นใจว่าการกระทําของตนทั้งหมด ไม่ได้มีส่วนไหนไปขัด กฎหมายใดๆ เนื่องจากในวันดังกล่าวตนถึงสถานที่ หลังการปิดหีบและสังเกตการณ์ในช่วงนับคะแนน ตามกฎหมายกําหนด กกต.ต้องทําให้ขั้นตอนนี้โปร่งใสกกต.แจ้งความเท็จโดนฟ้องกลับแน่นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เคยเชิญชวนประชาชนให้เข้าสังเกตการณ์จึงไม่มีอะไรที่จะผิดกฎหมายหรือเข้าข้อกล่าวหา วันนั้นเจ้าหน้าที่ กกต.อยู่กันหลายคน รวมถึงนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. แต่ไม่เห็นท่าทีอะไร จาก กกต.ที่จะสื่อให้เห็นหรือพยายามตักเตือนชี้แนะว่า สิ่งที่ตนทําอยู่ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.หรืออะไรที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด มีเพียงตนไปถาม ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง กกต.เองที่ไม่พร้อมจะตอบ ส่วนจะมีการแจ้งความกลับ หรือไม่ หากพบว่าเป็นการแจ้งความด้วยข้อมูลเท็จ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันว่าจะดําเนินการกลับแน่นอน สิ่งที่หน่วยงานรัฐ พึงกระทํา คือชี้แจงให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย มิใช่มา ดําเนินคดีกับประชาชนที่ตั้งคำถามยันไม่มีอะไรให้ยุบพรรคได้โฆษกพรรคประชาชนยังให้สัมภาษณ์กรณี มีกลุ่มบุคคลไปร้อง กกต.ให้พิจารณายุบพรรคประชาชน จากการทำ IO ผ่านบริษัท สเปกเตอร์ ซี ว่า ยืนยันว่า ไม่มีการกระทำใดที่จะนำไปสู่การยุบพรรคได้ ข้อเท็จ จริงมีหลายประการ ได้ชี้แจงไปพอสมควรแล้วในเชิง ข้อกฎหมายไม่มีเรื่องใดที่จะนำไปสู่การยุบพรรคและในกฎหมายพรรคการเมืองมีการระบุไว้ว่าใครที่มายื่นยุบพรรคการเมืองใดด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายพรรคการเมืองด้วยเช่นเดียวกันเตรียมตั้งคณะพนักงานสอบสวนพ.ต.อ.ชัยวุฒิ เกียรติก้องกำจาย รอง ผบก.ป. กล่าวว่า ตำรวจอยู่ระหว่างหารือตั้งคณะพนักงานสอบสวนทำคดีนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นคดีเฉพาะด้านและเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน เบื้องต้นคาดว่าจะมีคณะกรรมการกว่า 10 คน ส่วน การดำเนินคดีอาญาแม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะประสงค์ดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 6 คน ในความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง โดยตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 แต่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนจะดูองค์ประกอบพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่า เข้าข่ายความผิดทั้งหมดที่ กกต.ตั้งหรือไม่ คณะพนักงานสอบสวนจะนัดหารือเพื่อสรุปแนวทางการทำงานในสัปดาห์ ช่วงวันที่ 4-5 มี.ค. รวมถึงเรียกตัวแทนจาก กกต.มาสอบคำให้การในช่วงสัปดาห์หน้าเช่นกัน เพื่อจะพิจารณาว่าจะต้องเรียกบุคคลที่ถูกกล่าวหามาสอบปากคำเมื่อใดรวมถึงจะต้องสืบหาพยานหลักฐานในส่วนใดเพิ่มเติมSPACEBAR จี้ กกต.หยุดคุกคามสื่อด้าน SPACEBAR ออกแถลงการณ์ เรื่องให้ กกต.หยุดคุกคามสื่อ ภายหลังถูก กกต.แจ้งความดำเนินคดีกับช่างภาพในสังกัดข้อหาขัดขวางเลือกตั้ง-อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จกรณีถ่ายภาพถอดรหัสบัตรเลือกตั้งว่า การตั้งข้อหาขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นอั้งยี่ ซ่องโจร นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ว่า ถือเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงโดยปราศจากข้อเท็จจริง หลักฐานใดๆรองรับ สะท้อนเจตนาอาฆาตมาดร้ายและพฤติกรรมข่มขู่ประชาชนและคุกคามสื่อของ กกต. SPACEBAR ยืนยันว่า เคารพกระบวนการยุติธรรม สนับสนุนการเลือกตั้งที่สุจริต เคารพสิทธิประชาชน พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างโปร่งใส การทำหน้าที่ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอระบบในเชิงเทคนิคของการเลือกตั้งและนับคะแนน มิได้มีเจตนาจะละเมิดความลับของผู้ใช้สิทธิ หรือบ่อนทำลายกระบวนการเลือกตั้งยืนยันทำหน้าที่สื่อตามหลักวิชาชีพแถลงการณ์ระบุด้วยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของช่างภาพ SPACEBAR เป็นการทำหน้าที่สื่อมวลชนตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบการเลือกตั้ง มิได้ละเมิดกฎหมายและไม่มีอคติใดๆ ต่อ กกต. เป็นการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา SPACEBAR จะปกป้องคุ้มครองการทำหน้าที่ของช่างภาพอย่างถึงที่สุด ขอให้สังคมรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ติดตามข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมเป็นสำคัญ SPACEBAR จะไม่หวั่นไหว หวาดกลัว ยอมจำนนต่อพฤติกรรมคุกคามสื่อของ กกต.และจะทำหน้าที่สื่อที่เป็นตัวแทนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมุ่งมั่นต่อไปส.นักข่าวเรียกร้องให้ทบทวนการฟ้องขณะที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์กรณี กกต.แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อช่างภาพที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนของ SPACEBAR ความสรุปว่า การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น และแยกแยะให้ชัดเจน ระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงเลือกตั้งกับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพ เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง สมาคมเห็นว่า การดำเนินคดีอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่นความผิดฐานอั้งยี่ อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ การบังคับใช้กฎหมายที่กระทบต่อการทำหน้าที่ดังกล่าว จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด และต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่อาจตีความได้ว่า เป็นการจำกัดหรือกดทับการทำหน้าที่ของสื่อ สมาคมขอเรียกร้องให้ กกต.พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน คำนึงถึงเจตนาบริสุทธิ์ของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตามหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนควบคู่กันไป และหวังว่า กกต.จะพิจารณาทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพสื่อด้วยความรอบคอบ โดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน“คปท.” ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเวลา 11.00 น. นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นำทีมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.ที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กรณีการจัดเลือกตั้งไม่ลับ ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่า กระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ สิ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ขณะนี้มีประเด็นที่พอจะสรุปได้คือคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด กกต.เคยแถลงข่าวว่าเชื่อมโยงข้อมูลได้ หากเชื่อมโยงข้อมูลได้ การเลือกตั้งจะลับหรือไม่ เมื่อใช้เทคโนโลยีเข้ามาก็มีปัญหาตามมาว่า ใครเป็นเจ้าของระบบและใครเข้าถึงระบบ“บัตรเขย่ง-บาร์โค้ด” จุดต้องสงสัยนายนิติธรกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีบัตรเขย่งยังไม่มีคำตอบ ข้อเท็จจริง ความสัมพันธ์ของบัตรบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต แตกต่างกันในระดับที่สูงมาก เรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ก็มีข้อบ่งชี้ว่าการกระทำมีข้อสงสัย ในการออกระเบียบอาจมีการอ้างว่า การเลือกตั้งก่อนหน้านั้นก็มี แต่จะเห็นว่ากระบวนการเน้นไปเรื่องของความปลอดภัย แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เชื่อว่าหาก กกต.ตอบประชาชนว่ามีแบบนี้ การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 อาจจะไม่เกิดขึ้น คนจำนวนมากจะไม่ออกไปใช้สิทธิจนกว่าจะพิสูจน์ได้ หาก กกต.อยากพิสูจน์ ขอให้เอาบัตรเลือกตั้งต้นขั้วที่ยังไม่มีการลงคะแนนมาเชื่อมระบบชี้ข้อหาอั้งยี่รุนแรงเกินเหตุผู้สื่อข่าวถามว่า หากฝืนความรู้สึกของประชาชน มากๆ กลุ่มมีแนวคิดถึงขั้นจะลงถนนหรือไม่ นายนิติธรกล่าวว่า ยังไม่มีประเด็นเพียงพอที่จะลงถนน ขณะนี้สังคมต้องคิดเรื่องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ประพฤติผิดมาตรฐาน จริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้กระบวนการตรวจสอบทำหน้าที่ไป แต่คนจะมาทำหน้าที่คณะรัฐมนตรี หากเป็นบุคคลที่มีประวัติกระดำกระด่าง ถึงแม้จะไม่มีคดีและข้อบ่งชี้ถึงความซื่อสัตย์สุจริต ถึงจะเคลื่อนไหว หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ การที่ กกต.แจ้งความดำเนินคดีประชาชนและสื่อมวลชน ส่วนตัวไม่เห็นว่าจะเข้าข้อกฎหมายอย่างไร และมองว่าไม่เหมาะสม ไม่ควร ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานพรรคการเมืองบางพรรคก็ใกล้เคียงกับอั้งยี่ซ่องโจร ขอให้ไปเทียบดูแล้วกันเปิดผลนับคะแนนใหม่เลือกตั้ง สส.เวลา 13.00 น. กกต.เปิดผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อใหม่ปี 2569 7 เขตเลือกตั้ง ตามมติของ กกต. พบว่าส่วนใหญ่คะแนนเท่าเดิม มีบางหน่วยที่มีคะแนนเปลี่ยนแปลง 1 คะแนน ดังนี้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยที่ 2 ต.ไร่ใหม่ อ.สามร้อยยอด พบว่า จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 570 คน ในการนับครั้งแรก นับใหม่ก็ยังมี 570 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 438 คน นับทั้ง 2 ครั้งยังคงเท่ากัน ส่วนบัตรในการนับใหม่เพิ่ม 1 คะแนนจากนับครั้งแรก 398 ส่วนนับครั้งที่สอง 399 พบว่าเป็นการขีดคะแนนที่ขาดไป และในเขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 8 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต.สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด พบความเปลี่ยนแปลงเฉพาะบัตรเสีย เพิ่มขึ้น 1 คะแนนจากการนับครั้งแรกเนื่องจากขีดขาดเพชรบูรณ์บัตรดีคลาดเคลื่อน 1—2 คะแนนส่วน จ.เพชรบูรณ์ มีการนับคลาดเคลื่อนในส่วนของบัตรดี 1-2 คะแนน โดยผลการนับคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยที่ 1 ต.นายม อ.เมืองเพชรบูรณ์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 724 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 404 คน จำนวนเท่าเดิม แต่บัตรดี นับครั้งแรก 372 นับใหม่ครั้งที่สอง 370 แตกต่างจากครั้งแรกสองคะแนน ขณะที่บัตรเสียแตกต่างจากนับครั้งแรก 1 คะแนน โดยนับครั้งแรก 26 นับใหม่ 27 คะแนน และที่เขตเลือกตั้ง 4 หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ต.หนองไผ่ อ.หนองไผ่ พบข้อมูลเปลี่ยนแปลงในบัตรดีเพียง 1 คะแนน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 498 คน มาใช้สิทธิ เลือกตั้ง 312 คน นับครั้งแรกและครั้งที่สองจำนวนเท่ากัน บัตรดีนับครั้งแรก 279 นับครั้งที่สอง 278 ลดลง 1 คะแนน ส่วนบัตรเสียนับครั้งแรกและครั้งที่สองจำนวนเท่าเดิมคือ 29 คะแนนกำแพงเพชรบัตรดีคลาดเคลื่อน 1 คะแนนนอกจากนี้ การนับคะแนนใหม่ใน จ.กำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 8 การนับคะแนนใหม่พบมีคลาดเคลื่อน 1 คะแนนจากบัตรดี เดิมนับครั้งแรกนับได้ 413 นับคะแนนใหม่ 412 ส่วนหน่วยที่ 14 พบมีความคลาดเคลื่อนจากบัตรดีเดิมนับได้ 360 นับคะแนนใหม่ นับได้ 358 คลาดเคลื่อนจากเดิม 2 คะแนนปชป.ออกแถลงการณ์อัด กกต.ทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้ กกต.ทบทวนท่าทีและการดำเนินการต่อการ ตรวจสอบการจัดการการเลือกตั้ง และไม่เห็นด้วยกับ การดำเนินการดังกล่าวของ กกต. เนื่องจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. มีความผิดพลาดบกพร่องและข้อสงสัย เกิดขึ้นหลายประการ ทั้งกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่มีการชี้แจงสับสน จนบานปลายกลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำให้มีการยื่นร้องต่อศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเขย่ง กรณีเอกสารสำคัญในหน่วยเลือกตั้งถูกนำไปทิ้งอย่างมีข้อสงสัย กรณีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งฉีกบัตร ไปกาบัตรเอง กรณีการรวมคะแนนไม่ตรงกับการขีด คะแนนบนป้ายคะแนน ฯลฯซัดทำพิรุธชี้แจงก็ไม่ชัดเจนในแถลงการณ์ระบุอีกว่า ทุกกรณีกลับมีการชี้แจงที่ไม่ชัดเจน ทั้งเมื่อมีการขอให้เปิดเผยข้อมูลที่สังคมสงสัย กลับมีท่าทีปฏิเสธ ไม่ตอบรับ สร้างความ กังขาในความสุจริต เที่ยงธรรม ของการเลือกตั้งต่อสังคมในวงกว้าง ข้อหาที่ฟ้องดำเนินคดีมีความรุนแรง ทั้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ขัดขวางการเลือกตั้ง เปิดเผยข้อมูล นำเข้าข้อความอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ดูจะขัดแย้งกับภาพข่าวที่ปรากฏต่อสาธารณะที่เห็นว่า การตรวจสอบดังกล่าวเป็นการกระทำที่เปิดเผย โดยไม่ได้มีการคุกคามหรือขัดขวางการทำหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ประการใด พรรคขอเรียกร้อง ให้ กกต.หยุดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว และใช้การ ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งเปิดเผยข้อมูล ต่อสาธารณะเพื่อยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินการ ดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีขององค์กรที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยต่อไปกกต.ชี้แจงเหตุแจ้งจับ 6 บุคคลค่ำวันเดียวกัน กกต.ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีที่เข้าแจ้งความตำรวจกองบังคับการปราบปราม ฟ้องประชาชนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือ กกต.คุกคามสื่อ ที่มีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส.และออกเสียงประชามติใหม่ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 อาคารอมรพันธ์แซทเทอไลท์คอนโดทาวน์ (R4) เขตเลือกตั้งและเขตออกเสียงประชามติ ที่ 15 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กทม. ว่าไม่เป็นความจริง บุคคลหรือสื่อมวลชน ที่ตั้งกล้องวิดีโอ หรือถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ดำเนินการขานคะแนน หรือนับคะแนนพร้อมทั้งแสดงภาพบัตรเลือกตั้งที่วินิจฉัยแล้วให้ประชาชนทราบสามารถกระทำได้ หรือการถ่ายวิดีโอ ถ่ายภาพบรรยากาศของประชาชนมาใช้สิทธิลงคะแนน กระทำได้และไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่ต้องไม่กระทบสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่กระทบหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. แต่หากตรวจสอบการใช้สิทธิเสรีภาพละเมิด 3 ข้อข้างต้น กกต.ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ละเว้นมิได้ เป็นการดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่ร่วมและแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการอ้างพยายามถอดรหัสบัตรลงคะแนนกกต.ยังระบุในแถลงการณ์อีกว่า กกต.ไม่ได้ดำเนินการกับผู้ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่งและแจ้งความตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 22 ก.พ.2569 มีสื่อมวลชนและประชาชนกว่า 100 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ จะเห็นได้ว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการร้องทุกข์ และได้ตระหนักถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง การนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนรับทราบ กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหากลุ่มบุคคลที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ที่มีการกระทำของกลุ่มบุคคล/ หรือความผิดเฉพาะบุคคล ที่ตั้งกล้องวิดีโอตั้งแต่เช้า ถ่ายภาพประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งการลงคะแนน ต่อเนื่อง ไปจนถึงการนับคะแนนและมีการกระทำซึ่งหน้าที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง ที่มีกลุ่มบุคคลพยายามถอดรหัสให้ได้ว่า บัตรลงคะแนนที่ถ่ายภาพและบันทึกภาพไว้ เป็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งการลงคะแนนตามกฎหมายต้องเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับยันไม่เคยเอาผิด-ฟ้อง ปชช.กกต.แถลงอีกว่า แต่กลุ่มบุคคลนี้มีความพยายาม ที่จะเปิดเผย อ้างว่ามาทำการพิสูจน์อะไรบางอย่าง เพราะข้อมูลการลงคะแนนครั้งนี้ จะต้องนำผลการลงคะแนนไปใช้จริง เป็นการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อน ทำลายการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ รวมถึงภารกิจของ กกต.ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยวิธีการที่มิอาจถือว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริต การกระทำที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหากลุ่มบุคคล ดังนี้ 1.ขัดขวางการดำเนินงานของ กกต. 2.การกระทำที่จะอ่านบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใคร เป็นการกระทำที่ทุจริตตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กกต.จึงมีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย 3.การอ้างว่า กกต.เอาผิดหรือฟ้องประชาชนไม่เป็นความจริง ในอดีต กกต.ไม่เคยดำเนินคดีกับบุคคลใดๆ ปัจจุบันมีการดำเนินคดีเป็นรายแรกที่จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นการกระทำของบุคคลกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย มีเจตนาไม่สุจริต ไม่ใช่การดำเนินการในฐานะประชาชนทั่วไปเผยมีหลักฐานชัดร่วมขบวนการกัน4.กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต.แจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพราะเป็นกลุ่มคนที่ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ มีหลักฐานการนำเสนอข้อมูลร่วมกันมีรูปถ่าย มีหลักฐานอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว 5.กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต.แจ้งความ เนื่องจากบุคคลดังกล่าว มีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการที่จะเปิดเผยสิ่งที่ได้ทำในเวทีสาธารณะ แต่ไม่ได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุนั้น พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนร่วมในขบวนการเช่นกัน 6.มีการลงในสื่อโซเชียลมีเดียโดยตลอด ทั้งจากบุคคลในกลุ่มขบวนการที่ประมวลเรื่องต่างๆเกี่ยวกับบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นโดยลับ แต่ใช้วิธีการไม่สุจริต มีขบวนการปั่นกระแสในรูปแบบต่างๆ ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศได้แจงจัดเลือกตั้งยึดมั่นตาม รธน.กกต.ขอยืนยันว่า การจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 85 อย่างเคร่งครัด การออกเสียงต้องโดยตรงและลับ กำกับทุกขั้นตอนให้โปร่งใสตรวจสอบได้ และยุติธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีสองมาตรฐาน เพราะทุกคะแนนเสียงมีความหมาย และต้องได้รับการเคารพอย่างแท้จริง ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กกต.จะรักษาความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อคะแนนเสียงของประชาชน เพื่อพิทักษ์เจตนารมณ์ของประชาธิปไตยไว้อย่างดีที่สุดผลนับคะแนนใหม่สุพรรณบุรีสำหรับการนับคะแนนเลือกตั้ง สส.สุพรรณบุรี ใหม่ แบบแบ่งเขต เขต 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ต.บ้านช้าง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พรรคประชาชนเดิม 129 คะแนน นับใหม่ได้ 165 คะแนน พรรคภูมิใจไทยเดิม 297 คะแนน นับใหม่ได้ 212 คะแนน แบบแบ่งเขต เขต 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พรรคประชาชน คะแนนเดิม 104 คะแนน นับใหม่ 228 คะแนน พรรคภูมิใจไทย คะแนนเดิม 427 คะแนน นับใหม่ 263 คะแนน ส่วนผลการนับคะแนนใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ เขต 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พรรคประชาชน คะแนนเดิม 198 คะแนน นับใหม่ 226 คะแนน พรรคภูมิใจไทย คะแนนเดิม 279 คะแนน นับใหม่ 233 คะแนน ส่วนการนับคะแนนใหม่ ในเขตบางปลาม้า-เมืองสุพรรณบุรี ผลต่างจากการวินิจฉัยของ กปน. แค่ 1-2 คะแนนกกต.ส่งหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินช่วงเย็น มีรายงานว่า กกต.ได้ส่งเอกสารชี้แจงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่ กกต.พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 หรือไม่ พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบ ให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ตามขั้นตอนของผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังได้รับหนังสือชี้แจงจากสำนักงาน กกต.แล้ว สำนักงานจะประมวลเรื่องและเสนอที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา ภายใน 60 วัน นับจากวันที่ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องไว้พิจารณา หากที่ประชุมเห็นว่าคำร้องมีมูล เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญก็จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะสั่งยุติเรื่องเผยผลโพลสถาบันพระปกเกล้าด้านสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “เลือกตั้ง 69 เช็กคะแนน กกต.ในสายตาประชาชน” สำรวจวันที่ 13-16 ก.พ. จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ผลออกมาว่า ประชาชนร้อยละ 87.7 มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม ร้อยละ 23.6 อยากให้มีการนับคะแนนที่โปร่งใส ร้อยละ 23.3 อยากให้มีการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ร้อยละ 20.5 อยากให้มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลก่อนเลือกตั้ง ส่วนที่ประชาชนให้คะแนนพอใช้-แย่ ได้แก่ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต การใช้ข้อมูลแก่ประชาชน การรายงานผล อย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว การควบคุมการหาเสียง การนับคะแนนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะที่คะแนนระดับค่อนข้างดี-ดี ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้ง การอำนวยความสะดวกแก่คนมาใช้สิทธิ ความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์ และป้ายต่างๆปชช.ออกเสียงประชามติ 36 ล้านคนเวลา 11.30 น. กกต.เผยแพร่เอกสารสรุปตัวเลขผู้มาออกเสียงประชามติ ประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” วันที่ 8 ก.พ. 2569 ว่า มีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 52,933,610 คน มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 36,870,302 คน หรือร้อยละ 69.65 แบ่งเป็นเห็นชอบ 21,622,029 เสียง หรือร้อยละ 58.64 และคะแนนไม่เห็นชอบ 11,231,161 เสียง หรือร้อยละ 30.46 ขณะที่ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,442 เสียง คิดเป็นร้อยละ 8.34 และพบว่ามีบัตรเสีย 942,608 ใบ หรือร้อยละ 2.56ทั้งนี้ จำนวนบัตรออกเสียงประชามติในประเทศ น้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 12 บัตร เนื่องจากผู้มาใช้สิทธิมาแสดงตนแต่ไม่ขอรับบัตรออกเสียงประชามติ หรือรับบัตรออกเสียงประชามติแล้ว แต่ไม่ประสงค์ออกเสียงลงคะแนน ขณะที่บัตรออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร มีจำนวนน้อยกว่าผู้มาใช้สิทธิ 50 บัตร เนื่องจากผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ส่งบัตรกลับ โดยส่งซองเปล่ากลับมาอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่